เปิดใจ ‘ปาทริซ เอวร่า’: เบื้องหลังความเหี้ยมเกรียมในสนาม, บาดแผลทางใจ และความจริงของ ‘ปีศาจแดง’

BK8 – ภายใต้รอยยิ้มและถ้วยแชมป์: ‘ปาทริซ เอวร่า’ เปิดใจถึงบาดแผลวัยเด็ก, ความเป็นพิษในวงการฟุตบอล และความจริงของ ‘ปีศาจแดง’ – แทงบอล

“ตอนนี้ผมมีความสุขมากกว่าตอนที่ยังเตะฟุตบอลเสียอีก” ปาทริซ เอวร่า อดีตแบ็กซ้ายระดับตำนาน เริ่มต้นบทสนทนาด้วยประโยคที่ชวนคิด “เพราะเมื่อคุณต้องลงเล่นในระดับสูงสุด คุณต้องทำตัวเป็นสัตว์ประหลาด เป็นเครื่องจักร คุณต้องซ่อนอารมณ์ความรู้สึกเอาไว้ คุณอยู่ตรงนั้นเพียงเพื่อชัยชนะเท่านั้น”

ตลอดอาชีพค้าแข้ง เอวร่าคือสัญลักษณ์ของ “ผู้ชนะ” เขาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 5 สมัย, แชมเปี้ยนส์ ลีก กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, กัลโช่ เซเรีย อา 2 สมัย กับ ยูเวนตุส และกวาดถ้วยรางวัลมากมาย แต่ชีวิตของเขาคือเรื่องราวของความ “สุดขั้ว” เบื้องหลังถ้วยรางวัลเหล่านั้น คือบาดแผลทางใจที่เขาต้องแบกรับมาตั้งแต่วัยเด็ก

บาดแผลในวัยเด็ก และความเป็นพิษในโลกกีฬา

เอวร่าเติบโตมาในครอบครัวที่มีพี่น้องถึง 24 คน ในย่านชานเมืองปารีสที่ยากจน เขาเคยเปิดเผยในหนังสืออัตชีวประวัติว่า เขาถูกครูใหญ่ล่วงละเมิดทางเพศเมื่ออายุเพียง 13 ปี และเมื่อเริ่มเล่นฟุตบอลอาชีพในอิตาลี เขาก็ต้องเผชิญกับการถูกเหยียดเชื้อชาติ

ตลอดยุคสมัยที่เขาค้าแข้ง เอวร่ามองว่าความอ่อนแอหรือการแสดงอารมณ์คือ “ข้อบกพร่อง”

“โลกของกีฬามันมีความเป็นพิษ (Toxic) สูงมาก คุณเดินไปบอกใครไม่ได้หรอกว่าคุณเศร้า… ผมมีเพื่อนหลายคนที่ป่วยเป็นซึมเศร้า แต่สำหรับผม ความซึมเศร้าคือความหรูหราที่ผมไม่อาจเอื้อม ผมซึมเศร้าไม่ได้ ผมต้องนำทีม” “ถ้าคุณร้องไห้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร คนจะไม่เคารพคุณ มันโหดร้ายมาก ผมบอกภรรยาผมว่า โชคดีนะที่เรามาเจอกันตอนนี้ ถ้าเราเจอกันตอนผมยังเตะบอลอยู่ มันคงไปไม่รอดแน่ๆ เพราะตอนนั้นผมอ่อนไหวไม่ได้ ผมต้องเป็นสัตว์ป่า เธอช่วยล้างความเป็นผู้ชายที่เป็นพิษ (Toxic Masculinity) ออกไปจากตัวผม และทำให้ผมกล้าแสดงอารมณ์มากขึ้น”

มุมมองต่อฟุตบอลยุค ‘TikTok’

เอวร่ามองว่านักเตะยุคปัจจุบันมีความสนใจเรื่องนอกสนามมากขึ้น ซึ่งต่างจากยุคของเขาที่ “กินและนอนเป็นฟุตบอล”

“ผมไม่โกรธนะ นี่คือเจเนอเรชั่น TikTok สมัยก่อนเราคือนักฟุตบอลเต็มตัว แต่ตอนนี้นักเตะเป็น ‘นักกีฬา’ ซึ่งต่างออกไป พวกเขาเป็นนายแบบ เป็นนักการเมือง เป็นแร็ปเปอร์ มีสิ่งรบกวนเยอะมาก ผมไม่โทษพวกเขาหรอก แต่นี่คือเหตุผลที่คุณจะไม่ได้เห็นนักเตะอย่าง เมสซี่ หรือ โรนัลโด้ ที่ยืนระยะได้นานๆ อีกแล้ว เด็กรุ่นใหม่จะเล่นดีสัก 2-3 ปี แล้วก็จบ เพราะฟุตบอลไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดของพวกเขาเสมอไป”

ความทรงจำกับ เฟอร์กูสัน, คดี ซัวเรซ และเพื่อนรักอย่าง เตเวซ

เมื่อพูดถึง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เอวร่ามีความทรงจำที่แจ่มชัด โดยเฉพาะกับ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่เขายกให้เหมือน “พ่อ”

เขาเล่าถึงเหตุการณ์ในห้องแต่งตัวก่อนเกมแชมเปี้ยนส์ ลีก รอบรองชนะเลิศกับบาร์เซโลน่า ปี 2008 ที่เฟอร์กี้ใช้จิตวิทยากดดันเขาว่า “ถ้าเราแพ้วันนี้ ฉันจะโทษปาทริซ เอวร่า เพราะเขาต้องประกบ เมสซี่” ซึ่งผลลัพธ์คือเอวร่าเล่นได้อย่างยอดเยี่ยม

อีกเรื่องที่ยังคงฝังใจคือการย้ายทีมของ คาร์ลอส เตเวซ ไปสู่แมนฯ ซิตี้ ในปี 2009

“มันเจ็บปวดมาก ใจสลายเลย ตอนที่รู้ข่าว ผมโทรหาเขาแล้วบอกว่า ‘ฉันจะฆ่านาย ฉันจะหักขานาย คาร์ลิตอส!’… ผมรู้สึกเหมือนโดนหักหลัง แต่ผมคิดว่านั่นคือการแก้แค้นเซอร์ อเล็กซ์ ของเขา ท้ายที่สุดเขาก็ยังเป็นน้องชายผม ผมต้องเคารพการตัดสินใจของเขา”

ส่วนกรณีถูก หลุยส์ ซัวเรซ เหยียดผิวในปี 2011 เอวร่ายอมรับว่าในตอนนั้น “ปีศาจในหัวสั่งให้ผมชกหน้าเขา แต่เทวดาบอกว่าอย่าทำ นี่คือเกมใหญ่” เขาภูมิใจที่ควบคุมสติตัวเองได้ และได้จับมือกับซัวเรซอีกครั้งในนัดชิงแชมเปี้ยนส์ ลีก ปี 2015 แม้ปัจจุบันปัญหาการเหยียดผิว (อย่างกรณีของ วินิซิอุส จูเนียร์) จะยังคงเป็นเนื้อร้ายในวงการฟุตบอลที่เอวร่ามองว่ายังต้องแก้ไขกันอีกยาวไกล

แมนฯ ยูไนเต็ด ในกำมือของ ‘ไมเคิ่ล คาร์ริค’

ปิดท้ายด้วยสถานการณ์ปัจจุบันของอดีตต้นสังกัด เอวร่ายอมรับว่าการทนดูยูไนเต็ดในช่วงหลายปีหลังเป็นเรื่องเจ็บปวด แต่การเข้ามาของเพื่อนเก่าอย่าง ไมเคิ่ล คาร์ริค ทำให้เขากลับมามีความหวังอีกครั้ง

“คาร์ริค เป็นคนฉลาด ใจเย็น และไม่เคยตื่นตระหนก ตอนเป็นนักเตะ แค่มีเขาอยู่ในทีมคุณก็จะรู้สึกผ่อนคลาย ตอนนี้ในฐานะโค้ช ผมก็รู้สึกแบบนั้น… ผ่อนคลายและปลอดภัย หลายคนบอกว่าเขาไม่มีประสบการณ์ แต่เราก็เคยเอาคนมีประสบการณ์อย่าง มูรินโญ่, ฟาน กัล หรือ อโมริม มาแล้ว แล้วมันก็ไม่ได้ผล ตอนนี้มันกำลังไปได้สวย ก็รอดูกันต่อไปเถอะ!”

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

ข่าวที่คุณห้ามพลาด

แทงบอลออนไลน์ ได้ตลอด 24 ชม ฝากถอนได้ไม่จำกัด