‘รอยยิ้ม คราบน้ำตา และความหวังใหม่’: 4 สิ่งที่เราเรียนรู้จากเกมประเดิมสนามของ ลิเวอร์พูล ยุค ‘อิราโอล่า’
BK8 – ประเดิมสวยแต่แอบเศร้า! ลิเวอร์พูล ยุคอิราโอล่า อัด ซันเดอร์แลนด์ 4-2 สังเวย ‘โกเมซ’ เจ็บหนัก – แทงบอล
‘รอยยิ้ม คราบน้ำตา และความหวังใหม่’: 4 สิ่งที่เราเรียนรู้จากเกมประเดิมสนามของ ลิเวอร์พูล ยุค ‘อิราโอล่า’
ยุคสมัยใหม่ของ ลิเวอร์พูล ภายใต้การนำทัพของ อันโดนี่ อิราโอล่า เริ่มต้นขึ้นแล้วที่เมืองแนชวิลล์ สหรัฐอเมริกา ทัพ “หงส์แดง” ประเดิมทัวร์พรีซีซั่นด้วยชัยชนะเหนือ ซันเดอร์แลนด์ 4-2 ท่ามกลางแฟนบอลกว่า 24,897 คนที่สนามจีโอดิส พาร์ค
ลิเวอร์พูลได้ประตูจาก คีแรน มอร์ริสัน, โดมินิค โซบอสซ์ไล, เฟเดริโก้ เคียซ่า และ ลูอิส คูมาส ขณะที่ทัพแมวดำได้คืนจาก เอ็นโซ่ เลอ เฟ และ ติมูร์ ตูติเอรอฟ
แม้จะคว้าชัยชนะมาได้ แต่นี่คือเกมที่เต็มไปด้วยหลากหลายอารมณ์ และนี่คือ 4 ประเด็นสำคัญที่เราได้เรียนรู้จากเกมนัดนี้
1. สไตล์ฟุตบอลที่ดุดันและพุ่งทะยานไปข้างหน้า
เหตุผลหลักที่ลิเวอร์พูลเลือกกุนซือชาวบาสก์เข้ามารับไม้ต่อจาก อาร์เน่ สล็อต คือความต้องการเปลี่ยนแปลงสไตล์การเล่นให้ดุดันและเน้นเกมรุกมากขึ้น แม้จะมีเวลาทำทีมเพียง 2 สัปดาห์กับขุมกำลังที่ไม่สมบูรณ์ แต่สัญญาณที่ออกมาถือว่ายอดเยี่ยมมาก
อิราโอล่า จัดทีมในระบบ 4-2-3-1 ลิเวอร์พูลเล่นด้วยจังหวะที่เร็วขึ้น ไดเรกต์มากขึ้น และพาบอลพุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วแทนที่จะมัวแต่เคาะบอลออกข้าง กุนซือป้ายแดงออกแอ็กชันสั่งการอยู่ข้างสนามตลอดเวลา และพอใจอย่างมากที่ได้เห็นลูกทีมเพรสซิ่งแดนบนแบบเป็นระบบจนแนวรับซันเดอร์แลนด์ปั่นป่วน
“เราทำได้ดีในตอนที่ครองบอล แต่ผมคิดว่าเรายังขาดความดุดันไปนิดหน่อย จังหวะหลายอย่างยังไม่ลงตัว เราต้องทำงานหนักขึ้น แต่นี่คือจุดเริ่มต้นที่ดี” อิราโอล่า กล่าวหลังเกม
2. อาการเจ็บของ ‘โกเมซ’ ตอกย้ำวิกฤตแนวรับ
ภาพที่ทำให้เดอะค็อปทั่วโลกต้องใจหาย เกิดขึ้นในนาทีที่ 8 เมื่อ โจ โกเมซ นักเตะที่รับใช้สโมสรมายาวนานที่สุด ทรุดลงไปกองกับพื้นโดยไม่มีใครปะทะ และไม่สามารถเล่นต่อได้ อิราโอล่ายอมรับหลังเกมว่านี่คือ “ข่าวที่เลวร้ายที่สุด”
ในวันที่ เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค ยังพักผ่อนหลังฟุตบอลโลก, จิโอวานนี่ เลโอนี่ เพิ่งหายเจ็บ ACL และ เจเรมี่ ฌาคเกต กองหลังคนใหม่มีอาการเจ็บไหล่รบกวน ตัวเลือกในแนวรับของทีมจึงอยู่ในขั้นวิกฤต
อิเฟียนยี เอ็นดูคเว่ และ มอร์ ตัลลา เอ็นดิอาย สองเซ็นเตอร์แบ็กดาวรุ่งวัย 18 ปี ต้องลงมาจับคู่กันแก้ขัด แม้ทั้งคู่จะทำผลงานได้น่าประทับใจ แต่สิ่งนี้ยิ่งตอกย้ำให้เห็นชัดเจนว่า ลิเวอร์พูล “จำเป็น” ต้องลงตลาดซื้อขายเพื่อหากองหลังคนใหม่เข้ามาเสริมทัพโดยด่วน
3. ‘โซบอสซ์ไล’ จอมทัพผู้เปล่งประกาย
โดมินิค โซบอสซ์ไล คือจุดศูนย์กลางของความสนใจในเกมนี้ ทันทีที่เขาลงสนามในครึ่งหลังพร้อมสวมปลอกแขนกัปตันทีม เสียงเชียร์ก็ดังกึกก้อง
กองกลางทีมชาติฮังการีที่เพิ่งต่อสัญญา 5 ปี ไม่ทำให้แฟนบอลผิดหวัง ในขณะที่ทีมตามหลัง 1-2 เขาพักอกรับบอลหน้ากรอบเขตโทษ ก่อนตะบันเต็มข้อตุงตาข่ายอย่างสวยงามเพื่อตีเสมอ นอกจากนี้ การวิ่งเพรสซิ่งอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยของเขายังเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทีมแย่งบอลกลับมาได้ ก่อนที่เขาจะจ่ายถวายพานให้ ลูอิส คูมาส ยิงประตูปิดกล่อง
4. โอกาสทองของสายเลือดใหม่
เกมนัดนี้คือเวทีแจ้งเกิดของเหล่าดาวรุ่งอย่างแท้จริง เจมส์ แม็คคอนเนลล์ (21 ปี) คุมแดนกลางในครึ่งแรกได้อย่างเนียนตา ก่อนจะส่งไม้ต่อให้ เทรย์ เอ็นโยนี่ (19 ปี) ที่ลงมาเป็นเกราะกำบังให้แนวรับและจ่ายบอลสร้างโอกาสได้อย่างยอดเยี่ยมในครึ่งหลัง
ด้าน คีแรน มอร์ริสัน ดาวรุ่งวัย 19 ปี เบิกสกอร์แรกให้ทีมตั้งแต่นาทีที่ 13 ด้วยการลากตัดเข้าในและยิงอย่างเยือกเย็น ส่วน ลูอิส คูมาส ที่เพิ่งกลับมาจากการยืมตัว ก็มีส่วนร่วมในประตูของโซบอสซ์ไล และเป็นคนยิงประตูปิดท้ายอย่างเด็ดขาด
ทัพนักเตะลิเวอร์พูลบินกลับแคมป์เก็บตัวที่ชิคาโก้ทันทีหลังจบเกม เพื่อเตรียมสมทบกับแกนหลักอย่าง อเล็กซานเดอร์ อิซัค, ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ และ ไรอัน กราเวนเบิร์ช ที่กลับมาจากพักร้อน
ยุคสมัยของอิราโอล่าเริ่มต้นขึ้นแล้วด้วยสัญญาณบวกบนผืนหญ้า แต่ความท้าทายที่แท้จริงนอกสนาม ทั้งเรื่องอาการบาดเจ็บของโกเมซ และการเสริมทัพที่ยังเงียบเหงา คือสิ่งที่แฟนบอลต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดต่อไป

