จากปาฏิหาริย์ ‘เมสซี่’ พลิกนรกดับอียิปต์ สู่สุดยอดแมตช์โกงความตายตลอดกาล
BK8 – ‘ศรัทธาเหนือสถิติ’: ย้อนรอยสุดยอดการคัมแบ็กตลอดกาลฟุตบอลโลก จากความตายสู่ชัยชนะ – แทงบอล
เมื่อเสียงพากย์สิ้นสุดลง ทุกอย่างดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ถูกกำหนดไว้แล้ว… แต่การพลิกนรกกลับมาเอาชนะอียิปต์ของ ลิโอเนล เมสซี่ และทีมชาติอาร์เจนตินาในฟุตบอลโลกครั้งนี้ คือสิ่งที่สถิติแทบจะบอกว่าเป็นไปไม่ได้
แชมป์โลกตามหลังอยู่ถึงสองประตูในนาทีที่ 78 ก่อนจะรัว 3 ประตูรวดในเวลาอันสั้น ซึ่งถือเป็นการคัมแบ็กจากการตามหลังด้วยสกอร์นี้ที่ล่าช้าที่สุดในประวัติศาสตร์ทัวร์นาเมนต์ ในวินาทีที่ คริสเตียน โรเมโร่ โหม่งตีไข่แตกเป็น 1-2 ในนาทีที่ 79 ระบบสถิติของ Opta ประเมินโอกาสชนะของพวกเขาไว้เพียงแค่ 0.6% เท่านั้น
แต่พวกเขาก็ทำได้สำเร็จ จารึกชื่อลงในหน้าประวัติศาสตร์ด้วยหนึ่งในการคัมแบ็กที่ยิ่งใหญ่ที่สุด พร้อมตีตั๋วเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศไปพบกับสวิตเซอร์แลนด์
แล้วจะมีแมตช์ไหนที่ยิ่งใหญ่ไปกว่านี้อีกไหม? นี่คือการรวบรวมสุดยอดการคัมแบ็กแห่งเวทีฟุตบอลโลก ที่นักวิจารณ์ฟุตบอลต้องยกนิ้วให้
อาร์เจนตินา 3-2 อียิปต์ (รอบ 16 ทีมสุดท้าย ปี 2026)
คุณอาจจะรู้สึกท้าทายประวัติศาสตร์เมื่อนำแมตช์ในยุคปัจจุบันไปเทียบกับตำนานในอดีต แต่เชื่อเถอะว่าแมตช์นี้คือกำลังจะกลายเป็นหน้าประวัติศาสตร์หน้าใหม่
วันหนึ่งเราจะนั่งคุยกันถึงน้ำตาของเมสซี่เมื่อสิ้นเสียงนกหวีด และเล่าให้ลูกหลานฟังถึงนักเตะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล แมตช์นี้ไม่ได้มีแค่ความยอดเยี่ยมของอาร์เจนตินาเท่านั้น แต่อียิปต์ก็เล่นได้อย่างมหัศจรรย์ ทว่าความยืดหยุ่นและจิตวิญญาณนักสู้ของทัพฟ้าขาวคือสิ่งที่สร้างความแตกต่าง ตั้งแต่ลูกวอลเลย์สุดเนี้ยบของเมสซี่ ไปจนถึงลูกโหม่งของเอ็นโซ่ เฟร์นานเดซ ท่ามกลางดราม่าและการโต้เถียงเรื่อง VAR นี่แหละคือรสชาติที่แท้จริงของฟุตบอลโลก
เบลเยียม 3-2 ญี่ปุ่น (รอบ 16 ทีมสุดท้าย ปี 2018)
“น่าสงสารญี่ปุ่น”… นั่นคือความรู้สึกของแฟนบอลทั่วโลกเมื่อเดินออกจากสนามรอสตอฟ อารีน่า
ญี่ปุ่นเล่นได้อย่างไร้ที่ติและขึ้นนำ ‘ยุคทอง’ ของเบลเยียมไปถึง 2-0 ขณะที่เหลือเวลาเพียง 21 นาที ก่อนที่ แยน แฟร์ตองเกน จะโหม่งตีไข่แตก และ มารูยาน เฟลไลนี่ จะมาโขกตีเสมอ เกมเปิดแลกกันอย่างบ้าคลั่งราวกับบาสเกตบอล จนกระทั่งช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ติโบต์ กูร์กตัวส์ รับบอลจากลูกเตะมุม ก่อนจะเปิดเกมสวนกลับเร็วที่ใช้เวลาเพียง 11 วินาที จบลงที่การชาร์จจ่อๆ ของ นาเซอร์ ชาดลี่ ส่งเบลเยียมสร้างประวัติศาสตร์เป็นทีมแรกตั้งแต่ปี 1970 ที่พลิกนรกชนะในรอบน็อกเอาต์หลังตามหลัง 2 ประตู
เยอรมันตะวันตก 3-2 อังกฤษ (รอบ 8 ทีมสุดท้าย ปี 1970 – ต่อเวลาพิเศษ)
สำหรับแฟนบอลอังกฤษรุ่นเก๋า นี่คือความเจ็บปวดที่คลาสสิกที่สุด ทัพสิงโตคำรามนำห่าง 2-0 และเหลือเวลาเพียง 22 นาที แต่ ฟรานซ์ เบ็คเคนบาวเออร์ ก็จุดประกายความหวังด้วยการยิงไกลลอดแขน ปีเตอร์ โบเน็ตติ (นายทวารมือสองที่ลงแทน กอร์ดอน แบงคส์ ที่ป่วยกะทันหัน)
ก่อนหมดเวลา 8 นาที อูเว่ เซเลอร์ โหม่งตีเสมอแบบเหนือชั้น ก่อนที่ แกร์ด มุลเลอร์ จะมาซัดประตูชัยในช่วงต่อเวลาพิเศษ ความพ่ายแพ้ครั้งนี้ทำเอาแฟนบอลอังกฤษหดหู่จนมีผลทำให้รัฐบาลของ ฮาโรลด์ วิลสัน พ่ายแพ้การเลือกตั้งในอีกไม่กี่วันต่อมาเลยทีเดียว
โปรตุเกส 5-3 เกาหลีเหนือ (รอบ 8 ทีมสุดท้าย ปี 1966)
เกาหลีเหนือ ม้ามืดนอกสายตาที่สร้างความฮือฮาด้วยการเขี่ยอิตาลีตกรอบ สร้างความตกตะลึงอีกครั้งเมื่อออกนำโปรตุเกสไปถึง 3-0 ภายใน 25 นาทีแรก!
แต่หลังจากนั้นคือช่วงเวลาแห่งความยิ่งใหญ่ของชายที่ชื่อ ยูเซบิโอ ตำนานดาวยิงผู้เทียบเคียงเปเล่ในยุคนั้น เขาเหมาคนเดียว 4 ประตู พลิกสถานการณ์พาทัพฝอยทองแซงชนะไปอย่างสุดมันส์ 5-3 สยบเทพนิยายของทัพโสมแดงลงอย่างราบคาบ
เยอรมันตะวันตก 3-2 ฮังการี (นัดชิงชนะเลิศ ปี 1954)
ทีมชาติฮังการีชุดปี 1954 ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในทีมที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ พวกเขาไร้พ่ายมา 31 นัด และเคยถล่มเยอรมันตะวันตกมาแล้ว 8-3 ในรอบแบ่งกลุ่ม
เมื่อฮังการีออกนำ 2-0 ภายในเวลาแค่ 8 นาที ทุกคนคิดว่าเกมจบแล้ว แต่ขุนพลอินทรีเหล็กไม่ยอมตาย พวกเขายิง 2 ประตูตีเสมอในอีก 10 นาทีต่อมา และรอดพ้นจากการโดนยิงถึง 26 ครั้ง ก่อนที่ เฮลมุต ราห์น จะมาซัดประตูชัยในนาทีที่ 84 สร้างตำนาน “ปาฏิหาริย์แห่งเบิร์น” (Miracle of Bern) ที่ยังคงถูกเล่าขานมาจนถึงทุกวันนี้
เยอรมันตะวันตก 3-3 ฝรั่งเศส (เยอรมันตะวันตก ชนะจุดโทษ 5-4, รอบรองชนะเลิศ ปี 1982)
เกมที่เต็มไปด้วยความดุเดือดและรอยแค้น ช็อตที่ ฮาราลด์ ชูมัคเกอร์ นายทวารอินทรีเหล็กกระโดดกระแทก ปาทริก บัตติสตง จนสลบเหมือดและฟันหักแต่กลับไม่ได้ฟาวล์ ยังคงเป็นแผลใจของชาวฝรั่งเศส
ในช่วงต่อเวลาพิเศษ ฝรั่งเศสยิงหนีห่างเป็น 3-1 และกำลังจะเข้าชิงอยู่แล้ว ทว่าเยอรมันตะวันตกก็ตีตื้นจาก คาร์ล-ไฮนซ์ รุมเมนิกเก้ และตีเสมอจากลูกตีลังกิงยิงสุดสวยของ เคลาส์ ฟิชเชอร์ ก่อนที่ขุนพลอินทรีเหล็กจะไปชนะในการดวลจุดโทษครั้งแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก ทิ้งให้ฝรั่งเศสต้องพบกับ “ค่ำคืนแห่งเซบีย่า” ที่แสนขมขื่น
การคัมแบ็กที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ (เกือบ) เกิดขึ้น: อาร์เจนตินา 3-3 ฝรั่งเศส (อาร์เจนตินา ชนะจุดโทษ 4-2, นัดชิงชนะเลิศ ปี 2022)
แมตช์นี้คือบทสรุปของนิยามคำว่า “นัดชิงหยุดโลก” อย่างแท้จริง ฝรั่งเศสดูเหมือนจะตายไปแล้วเมื่อตามหลัง 2-0 ในช่วง 15 นาทีสุดท้าย แต่ คีเลียน เอ็มบัปเป้ ก็ปลุกชีพทีมด้วย 2 ประตูรวด โดยเฉพาะลูกวอลเลย์ตีเสมอที่สวยงามตระการตา
ในช่วงต่อเวลาพิเศษ ฝรั่งเศสก็โดนนำอีก แต่ก็ตามตีเสมอได้อีกครั้ง พวกเขาเกือบจะพลิกชนะ 4-3 ในช่วงวินาทีสุดท้าย หากไม่ได้การเซฟหยุดโลกด้วยปลายสตั๊ดของ เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ ที่ปฏิเสธลูกยิงของ โคโล มูอานี่ แม้สุดท้ายฝรั่งเศสจะพ่ายจุดโทษ แต่มันคือเกมที่สะท้อนถึงแรงปรารถนาอันบ้าคลั่งของทั้งสองทีม ที่คู่ควรกับการถูกจดจำไปตลอดกาล


