กู้วิกฤตไก่เดือยทอง! 6 ภารกิจเร่งด่วน ‘โรแบร์โต้ เด แซร์บี้’ เซฟสเปอร์สหนีตกชั้น

BK8 – ผ่า 6 ภารกิจชี้ชะตา: ‘เด แซร์บี้’ กับเดิมพันครั้งใหญ่ กอบกู้สเปอร์สให้รอดตกชั้น! – แทงบอล
ฝันร้าย 43 วันของ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ภายใต้การคุมทีมของ อิกอร์ ทูดอร์ จบลงแล้ว นี่คือการคุมทีมที่สั้นที่สุดเป็นอันดับ 4 ในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก หลังทูดอร์พาทีมเก็บได้เพียง 1 แต้มจาก 5 นัด จน “ไก่เดือยทอง” ร่วงลงไปอยู่ปากเหวโซนตกชั้นแบบเต็มตัว
เวลาของการคร่ำครวญหมดลงแล้ว สเปอร์สเหลือเวลาอีกเพียง 7 นัดเพื่อรักษาชีวิตบนลีกสูงสุด และเหลือเวลาไม่ถึง 2 สัปดาห์ก่อนเกมนัดต่อไปที่จะต้องบุกไปเยือน ซันเดอร์แลนด์ ในวันที่ 12 เมษายน ชื่อของ โรแบร์โต้ เด แซร์บี้ กลายเป็นความหวังเดียวที่บอร์ดบริหารเลือกให้เข้ามารับภารกิจ “Mission Impossible” ครั้งนี้
คำถามคือ นักเตะสเปอร์สที่คุ้นชินกับฟุตบอลสไตล์ตั้งรับและสาดบอลยาวของ โธมัส แฟรงค์ และ อิกอร์ ทูดอร์ จะสามารถปรับตัวเข้ากับฟุตบอลเกมรุก ต่อบอลสั้นบนพื้นของ เด แซร์บี้ ได้ทันเวลาหรือไม่? และนี่คือ 6 สิ่งที่กุนซือชาวอิตาเลียนต้องรีบทำทันทีเพื่อเซฟสเปอร์ส!
1. กลับมาใช้ระบบ ‘แบ็กโฟร์’ (Four at the Back) บทเรียนราคาแพงจากยุคทูดอร์คือ การดันทุรังใช้ระบบกองหลัง 3 คน สเปอร์สดูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อปรับมาเล่น 4-4-2 ในนัดที่เสมอกับ ลิเวอร์พูล และชนะ แอตเลติโก มาดริด นักเตะในทีมดูอึดอัดและเสียเปรียบในแดนกลางเสมอเมื่อเล่นหลัง 3 ตอนนี้ความมั่นใจของทีมอยู่ในจุดต่ำสุด เด แซร์บี้ ต้องเริ่มจากการทำให้ทุกอย่างเรียบง่ายที่สุด ด้วยระบบการเล่นที่นักเตะคุ้นเคย
2. เลิกจับนักเตะไปเล่นผิดตำแหน่ง ทูดอร์ทำเรื่องยุ่งยากด้วยการจับนักเตะไปเล่นในตำแหน่งที่ไม่ถนัด เช่น เอา คอเนอร์ กัลลาเกอร์ ไปเล่นปีกขวา, อาร์ชี่ เกรย์ ไปยืนวิงแบ็กซ้าย, ชูเอา ปาลินญ่า และ เปโดร ปอร์โร่ ไปยืนเซ็นเตอร์ฝั่งขวา ซึ่งทั้งหมดนี้ “ล้มเหลวไม่เป็นท่า” แม้จะมีข้ออ้างเรื่องนักเตะบาดเจ็บ แต่ตอนนี้ผู้เล่นอย่าง ลูคัส เบิร์กวัลล์, เดสตินี่ อูโดกี้, โมฮัมเหม็ด คูดุส และ โรดริโก้ เบนตานกูร์ ทยอยหายเจ็บกลับมาแล้ว เด แซร์บี้ ต้องจัดวางผู้เล่นให้ตรงกับธรรมชาติของพวกเขาให้มากที่สุด
3. จัดการปัญหา ‘วินัย’ และการควบคุมอารมณ์ ความหงุดหงิดนำมาซึ่งความพ่ายแพ้ สเปอร์สเจอปัญหาใบแดงของนักเตะซีเนียร์อย่าง คริสเตียน โรเมโร่ และ มิคกี้ ฟาน เดอ เฟน ในช่วงเวลาที่ทีมต้องการผู้นำมากที่สุด สเปอร์สจะพลาดเรื่องแบบนี้อีกไม่ได้แล้วในช่วง 7 นัดสุดท้าย สิ่งที่น่ากังวลคือ ตัว เด แซร์บี้ เองก็เป็นพวก “หัวร้อน” (เขาโดนใบเหลือง-แดง มากที่สุดในบรรดากุนซือพรีเมียร์ลีกช่วงคุมไบรท์ตัน) เขาจะต้องเรียนรู้ที่จะควบคุมอารมณ์ตัวเองให้เป็นพลังบวก และถ่ายทอดความนิ่งนั้นให้นักเตะให้ได้
4. สอนการเซ็ตบอลจากแดนหลัง แต่ต้อง ‘ยืดหยุ่น’ สเปอร์สทิ้งปรัชญาการเซ็ตบอลสั้นจากยุค แอนจ์ ปอสเตโคกลู ไปจนหมดสิ้นในยุคของแฟรงค์และทูดอร์ แน่นอนว่า เด แซร์บี้ จะนำมันกลับมา แต่ด้วยเวลาที่มีจำกัด เขาอาจจะต้องการความยืดหยุ่นบ้าง ในยุคของแฟรงค์และทูดอร์ บางจังหวะการสาดบอลยาวก็สร้างโอกาสให้ โดมินิก โซลันกี้ และ ริชาร์ลิซอน ได้ดี เด แซร์บี้ อาจต้องยอมกลืนน้ำลาย ผสมผสานบอลยาวเข้าไปบ้างเพื่อให้ทีมเอาตัวรอดในสถานการณ์คับขัน
5. สร้างทีมโดยมี ‘ชาบี ซิมอนส์’ เป็นศูนย์กลาง ปัญหาใหญ่ของสเปอร์สคือการขาดความคิดสร้างสรรค์ (สถิติ xG ต่ำเกือบที่สุดในลีก) แต่พวกเขามีเพชรเม็ดงามอย่าง ชาบี ซิมอนส์ ที่มักจะถูกทูดอร์มองข้าม ดาวเตะชาวดัตช์คือคนสร้างแรงบันดาลใจให้ทีมในเกมชนะแอตฯ มาดริด สถิติการสร้างโอกาส (xA) ของเขาสูงที่สุดในทีมแม้จะได้ลงเล่นไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เด แซร์บี้ ต้องมอบบทบาทจอมทัพให้เขาอย่างเต็มตัวในช่วง 7 นัดที่เหลือ
6. เลิกใช้แท็คติก ‘ทุ่มไกล’ สเปอร์สพยายามใช้แท็คติกทุ่มไกลตามรอย โธมัส แฟรงค์ มาตลอดซีซั่น แต่ผลลัพธ์คือ “หายนะ” พวกเขาทุ่มไกลเข้ากรอบเขตโทษ 74 ครั้ง แต่ได้จบสกอร์แค่ 12 ครั้ง (ไม่ได้ประตูเลยแม้แต่ลูกเดียว) แถมในเกมกับแอตฯ มาดริด พวกเขายังโดนสวนกลับจนเสียประตูจากการเติมเกมขึ้นไปทุ่มไกลอีกต่างหาก ถึงเวลาแล้วที่สเปอร์สจะต้องเลิกใช้แท็คติกที่ไม่ได้สร้างประโยชน์ใดๆ ให้กับทีมนี้เสียที


