จากเด็กเงียบขรึมสู่สตาร์แชมเปี้ยนส์ลีก: เบื้องหลัง ‘ไมเคิล โอลิเซ่’ ที่ทำให้ ‘เชลซี’ ต้องเสียดาย
BK8 – เส้นทางนักเตะ “ผู้แตกต่าง”: เจาะลึก ‘ไมเคิล โอลิเซ่’ อัจฉริยะลูกหนังที่บ่มเพาะจากความล้มเหลว – แทงบอล
“เหมือนกำลังดูคนเล่นไอซ์สเก็ตเล่นฟุตบอล… วิธีที่เขาเคลื่อนที่ไปรอบๆ สนาม มันดูง่ายดายไปหมด ทุกลีลาของเขามันเป็นธรรมชาติ”
ไมเคิล ริชาร์ดส์ อดีตโค้ชของ ไมเคิล โอลิเซ่ สมัยที่เขาเพิ่งเริ่มต้นกับสโมสรท้องถิ่นอย่าง เฮย์ส แอนด์ เยดดิ้ง (Hayes & Yeading) รำลึกความหลังถึงเด็กชายวัย 6 ขวบ ที่มีไอคิวฟุตบอลนำหน้าเด็กรุ่นเดียวกันไปถึง 3-5 ปี
ปัจจุบัน โอลิเซ่ คือหนึ่งในแนวรุกที่ร้อนแรงที่สุดในยุโรป ล่าสุดเขาเพิ่งซัดประตูชัยพาทีม บาเยิร์น มิวนิค พลิกนรกเอาชนะ เรอัล มาดริด ด้วยสกอร์รวม 6-4 ในศึกแชมเปี้ยนส์ ลีก รอบก่อนรองชนะเลิศ และยังมาโชว์โซโล่เดี่ยวสุดสวยในรอบรองชนะเลิศกับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง แม้ทีมจะพ่ายไปก็ตาม นี่คือผลงานระดับมาสเตอร์พีซที่ต่อยอดมาจากสถิติ 21 ประตู 26 แอสซิสต์ ในฤดูกาลที่สองของเขากับทัพ “เสือใต้”
แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ เส้นทางของเด็กหนุ่มผู้เงียบขรึมคนนี้ เต็มไปด้วยบททดสอบที่น้อยคนนักจะรู้
อัจฉริยะที่ยากจะรับมือ โอลิเซ่ เป็นเด็กที่เล่นกีฬาเก่งรอบด้าน ทั้งวิ่งข้ามทุ่ง กรีฑา คริกเก็ต และหมากรุก แต่ฟุตบอลคือสิ่งที่เขาเปล่งประกายที่สุด เขาเคยถูก อาร์เซน่อล ทาบทาม ก่อนจะเลือกไปอยู่กับ เชลซี เพราะใกล้บ้านมากกว่า
ที่อะคาเดมีของเชลซี ไม่มีใครสงสัยในพรสวรรค์ของเขา แต่ “พฤติกรรม” ของเขาต่างหากที่เป็นปัญหา โอลิเซ่ไม่ยอมทำตามกรอบของอะคาเดมี บางวันเขามาซ้อมแต่ไม่ยอมเล่น หรือไม่ก็ไปนั่งดูเพื่อนซ้อมอยู่ข้างสนามเฉยๆ ยิ่งไปกว่านั้น เขามักจะหมกมุ่นกับการอยากใส่เสื้อหมายเลข 10 จนถึงขั้นสวมมันก่อนที่โค้ชจะประกาศรายชื่อด้วยซ้ำ
ความ “แตกต่าง” ของเขาทำให้สตาฟฟ์หลายคนหงุดหงิด และด้วยความกังวลเรื่องการปรับตัวเข้ากับระบบเต็มเวลา รวมถึงเรื่องการศึกษา ท้ายที่สุด เชลซี ก็ตัดสินใจปล่อยตัวเขาออกจากทีม
จากจุดต่ำสุด สู่การเริ่มต้นใหม่ที่ เรดดิ้ง หลังจากถูกเชลซีปล่อยตัว เขาไปอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แต่ก็ปรับตัวไม่ได้กับการต้องอยู่ไกลบ้าน และถูกปล่อยตัวอีกครั้ง ฌอน คอนลอน อดีตโค้ชเชลซีและหนึ่งในเมนเทอร์คนแรกๆ ของเขา มองว่าความยากลำบากเหล่านี้คือสิ่งที่หล่อหลอมให้โอลิเซ่รู้จักถ่อมตัวในเชิงบวก
จุดเปลี่ยนสำคัญมาถึงเมื่อเขาได้ไปทดสอบฝีเท้ากับ เรดดิ้ง ในปี 2016 เบรนแดน ฟลานาแกน หัวหน้าฝ่ายสรรหานักเตะเยาวชนของเรดดิ้ง เล่าว่า “โค้ชจับเขามานั่งคุยอย่างตรงไปตรงมา ถามว่าเกิดอะไรขึ้นที่เชลซีและแมนฯ ซิตี้ เมื่อเขาอธิบาย โค้ชก็บอกว่า ‘ที่นี่เราเริ่มกันใหม่ทั้งหมด ตราบใดที่คุณอยู่ในเส้นของเราก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าข้ามเส้นเมื่อไหร่ เราเอาเรื่องแน่’ และตั้งแต่นั้นมาเราก็ไม่เคยมีปัญหาอะไรกับเขาเลย เราปล่อยให้ไมเคิลเป็นไมเคิล ไม่เคยไปพรากความคิดสร้างสรรค์นั้นมาจากเขา”
ความมั่นใจที่ไม่ใช่ความเย่อหยิ่ง โอลิเซ่ ทะลุขึ้นชุดใหญ่ของเรดดิ้งในวัยเพียง 17 ปี มาร์ค โบเวน อดีตผู้จัดการทีมเรดดิ้ง เล่าว่า โอลิเซ่มีความมั่นใจในตัวเองสูงมาก “ถ้าคุณไม่มองเขาในมุมที่ถูกต้อง หรือไม่เข้าใจเขา บางครั้งเขาอาจจะดูหยิ่งๆ หรือทำตัวเหมือน ‘ไอ้เด็กนี่เป็นใครวะ?’ แต่มันไม่ใช่ความหลงตัวเอง มันคือบุคลิกของเขา เขามั่นใจในสิ่งที่เขาทำได้มากๆ”
และเมื่อถึงฤดูกาล 2020-21 โอลิเซ่ ก็ระเบิดฟอร์มทำ 7 ประตู 12 แอสซิสต์ คว้ารางวัลดาวรุ่งยอดเยี่ยมของ EFL ก่อนจะก้าวกระโดดไปสู่ คริสตัล พาเลซ ด้วยค่าตัว 8 ล้านปอนด์ และไม่ได้หันหลังกลับมามองอีกเลย
เพอร์เฟกชันนิสต์ผู้ไม่เคยหยุดนิ่ง คอนลอน เล่าถึงบทสนทนากับโอลิเซ่ หลังจากเกมที่เขายิงประตู เรอัล มาดริด คอนลอนส่งรูปถ่ายของโอลิเซ่ในวัย 7 ขวบให้ดู พร้อมบอกว่าท่าทางการเคลื่อนไหวของเขาทั้งการล็อกบอลด้วยซ้าย ลงน้ำหนักด้วยขวา เหยียดแขนตรงเพื่อบังคู่แข่ง มันเหมือนกับตอน 7 ขวบไม่มีผิดเพี้ยน
“ผมบอกเขาว่า ‘นายเกิดมาเพื่อสิ่งนี้จริงๆ’ และคำตอบของเขามันเจ๋งมาก เขาบอกว่า ‘ใช่ ผมยังทำมันได้ไม่สมบูรณ์แบบหรอก แต่ผมจะทำมันให้ได้'”
แม้จะเพิ่งเป็น แมน ออฟ เดอะ แมตช์ และยิงประตูชัยใส่เรอัล มาดริด แต่ในหัวของเขากลับคิดว่าตัวเองยัง “ไม่สมบูรณ์แบบ” นี่แหละคือความคิดของชายที่ชื่อ ไมเคิล โอลิเซ่… อัจฉริยะลูกหนังที่กำลังสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในแบบฉบับของตัวเอง


