ชี้ชะตา ‘โรซีเนียร์’! เจาะลึก ‘เชลซี’ ดีขึ้นจริงหรือ? ก่อนบทพิสูจน์สำคัญเปิดรังดวล ‘แมนฯ ซิตี้’
BK8 – ภาพลวงตา หรือ การเติบโต? บทพิสูจน์ที่แท้จริงของ ‘เชลซี’ ยุค ‘โรซีเนียร์’ ในวันชี้ชะตากับ แมนฯ ซิตี้ – แทงบอล
สามเดือนเต็มแล้วนับตั้งแต่ เลียม โรซีเนียร์ ก้าวเข้ามารับไม้ต่อจาก เอ็นโซ่ มาเรสก้า ในฐานะเฮดโค้ชของเชลซี… และเกมพรีเมียร์ลีกวันอาทิตย์นี้ที่จะต้องเปิด สแตมฟอร์ด บริดจ์ รับการมาเยือนของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ คือเวทีที่สมบูรณ์แบบที่สุดที่จะตอบคำถามว่า ทัพ “สิงโตน้ำเงินคราม” ก้าวไปข้างหน้าแล้วจริงๆ หรือเป็นเพียงแค่การย่ำเท้าอยู่กับที่
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 4 มกราคม เกมแรกหลังมาเรสก้าอำลาทีม เชลซีบุกไปโกงความตายตีเสมอ แมนฯ ซิตี้ 1-1 ได้ถึงเอติฮัด สเตเดียม จากลูกยิงช่วงทดเจ็บของ เอ็นโซ่ เฟร์นานเดซ ในวันนั้นพวกเขาลงเล่นภายใต้การคุมทีมของกุนซือขัดตาทัพอย่าง คาลัม แม็คฟาร์เลน และสามารถดึงแต้มล้ำค่ากลับมาได้แบบเหนือความคาดหมาย
แต่นั่นคือเกมที่พวกเขาเล่นแบบ “ไร้ความกดดัน”… ผิดกับสุดสัปดาห์นี้อย่างสิ้นเชิง
สถิติที่ซ่อนอยู่หลังผลงาน
เชลซีเพิ่งถล่ม พอร์ต เวล 7-0 ในศึกเอฟเอ คัพ และได้พักมาเต็มสัปดาห์ ปัจจุบันพวกเขามีแต้มตามหลังโควตาแชมเปี้ยนส์ ลีก เพียง 1 คะแนน ในขณะที่เหลือการแข่งขันอีก 7 นัด โรซีเนียร์มีเวลา 3 เดือนเต็มในการใส่ปรัชญาฟุตบอลของเขาลงไป แต่คำถามคือ เชลซีในวันนี้ ดีกว่าเชลซีในเดือนมกราคมจริงหรือ?
หากกางสถิติในลีกออกมาดู ผลลัพธ์แทบจะไม่ต่างกันเลย:
-
10 นัดสุดท้ายยุคมาเรสก้า: เก็บได้ 16 คะแนน (ชนะ 4, เสมอ 4, แพ้ 2)
-
10 นัดแรกยุคโรซีเนียร์: เก็บได้ 17 คะแนน (ชนะ 5, เสมอ 2, แพ้ 3)
แน่นอนว่าการปลดมาเรสก้าไม่ได้มีสาเหตุมาจากผลงานในสนามเพียงอย่างเดียว แต่บอร์ดบริหารหวังว่าโรซีเนียร์จะเข้ามาลบรอยด่างพร้อยบางอย่างที่ทำให้ทีมทำแต้มหล่นหาย ซึ่งหนึ่งในปัญหาที่ใหญ่ที่สุดคือ “ระเบียบวินัย”
รอยรั่วที่ยังอุดไม่สนิท
ในยุคของโรซีเนียร์ เชลซีโดนใบแดงน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด (เหลือเพียง 2 ใบ เทียบกับ 5 ใบในช่วง 21 นัดแรก) และทำฟาวล์เฉลี่ยน้อยลง แต่ทว่า “พฤติกรรมบางอย่าง” ยังคงฝังรากลึก สถิติการโดนใบเหลืองเฉลี่ยกลับพุ่งสูงขึ้นจาก 2.3 ใบ เป็น 2.6 ใบต่อเกม การโดนจดชื่อจากเรื่องที่ไม่จำเป็นอย่างการถ่วงเวลา หรือการโต้เถียงผู้ตัดสิน ยังคงมีให้เห็นเป็นประจำ
มอยเซส ไกเซโด้ คือตัวอย่างที่ชัดเจน เขาโดนใบเหลืองไปแล้ว 9 ใบ หากโดนจดชื่ออีกครั้งในเกมกับ แมนฯ ซิตี้ เขาจะถูกแบนยาว 2 นัดทันที
นอกจากนี้ การจัดการเกม (Game-management) ก็ยังคงเปราะบาง เชลซีทำแต้มหล่นไปถึง 15 คะแนนจากการเป็นฝ่ายนำก่อนในฤดูกาลนี้ ปัญหานี้ดูเหมือนจะดีขึ้นในช่วงแรกของโรซีเนียร์ แต่มันก็กลับมาทำร้ายพวกเขาอีกครั้งในการทำแต้มหล่นใส่ทีมหนีตายอย่าง ลีดส์ และ เบิร์นลี่ย์ รวมถึงการพังทลายในช่วงท้ายเกมที่บุกไปแพ้ เปแอสเช 5-2 ในแชมเปี้ยนส์ ลีก
แสงสว่าง และ คาแร็กเตอร์ที่ถูกท้าทาย
แม้จะมีปัญหา แต่ยุคของโรซีเนียร์ก็มีแสงสว่างให้เห็น โดยเฉพาะการรีดฟอร์มเก่งของนักเตะอย่าง ชูเอา เปโดร ที่กลายเป็นแกนหลักในแดนหน้าได้อย่างไว้ใจได้ รวมถึงการเติบโตของ อันเดรย์ ซานโตส และ จอร์เรล ฮาโต ที่ก้าวขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญได้อย่างเต็มภาคภูมิ
แต่สิ่งเหล่านั้นก็ยังไม่สามารถกลบจุดอ่อนในเกมรับได้ เชลซีเก็บคลีนชีตในลีกยุคโรซีเนียร์ได้เพียง “ครั้งเดียว” เท่านั้น (เทียบกับ 8 ครั้งในยุคมาเรสก้า)
บททดสอบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในวันอาทิตย์นี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของแท็คติก แต่มันคือการทดสอบ “คาแร็กเตอร์” เชลซีจะลงสนามโดยไม่มี เอ็นโซ่ เฟร์นานเดซ ที่ถูกสโมสรสั่งแบนภายใน ขาด เทรโวห์ ชาโลบาห์ และ รีซ เจมส์ ที่บาดเจ็บ ท่ามกลางเสียงวิจารณ์และแรงกดดันมหาศาล พวกเขาจะสามารถรวมพลังงัดสปิริตนักสู้ออกมาได้เหมือนวันที่เคยไปเยือนเอติฮัด สเตเดียม หรือไม่?
การมีชีวิตรอดและตอบโต้ในยามที่ถูกไล่ต้อนจนมุม คือสัญชาตญาณของทีมแชมป์ และวันอาทิตย์นี้ เราจะได้รู้กันว่า เชลซียุคโรซีเนียร์ มีสิ่งนั้นซ่อนอยู่หรือไม่
