อิราโอลา ปรับลิเวอร์พูล อย่างไร สไตล์เกมรุกและการเพรสซิ่งยุคใหม่
อิราโอลา ปรับลิเวอร์พูลอย่างไร สไตล์เกมรุกและการเพรสซิ่งยุคใหม่
ผลการแข่งขันช่วงเตรียมทีมมีทั้งด้านบวกและด้านที่ต้องปรับปรุง ลิเวอร์พูลเอาชนะ ซันเดอร์แลนด์ และ เร็กซ์แฮม แต่กลับปล่อยให้คู่แข่งอย่าง ลีดส์ ยูไนเต็ด และ โมนาโก ไล่ตีเสมอและพลิกสถานการณ์ได้หลังจากทีมขึ้นนำถึงสองประตู
ตัวเลขการครองบอลเฉลี่ยในช่วงปรีซีซันอยู่ที่ประมาณ 60.6 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของ บอร์นมัธ ในฤดูกาลก่อนอย่างชัดเจน นั่นหมายความว่าโจทย์สำคัญของผู้จัดการทีมคนใหม่ไม่ใช่เพียงการเล่นเกมสวนกลับอย่างรวดเร็ว แต่ต้องหาวิธีสร้างเกมเมื่อคู่แข่งถอยลงไปตั้งรับลึกด้วย
นี่คือความท้าทายที่น่าสนใจ เพราะแนวทางการเล่นของ ลิเวอร์พูล กำลังผสมระหว่างการครองบอลอย่างมีจุดประสงค์กับฟุตบอลที่เต็มไปด้วยความเร็วและความวุ่นวายแบบที่แฟนบอลคุ้นเคย

อิราโอลา เริ่มเปลี่ยนรูปแบบการขึ้นเกม
ในช่วงปรีซีซัน ลิเวอร์พูล ยังคงใช้รูปแบบการขึ้นเกมจากแดนหลังด้วยผู้รักษาประตู แนวรับสี่คน และกองกลางตัวกลางหนึ่งหรือสองคนที่ถอยลงมาเชื่อมเกม นักเตะอย่าง โดมินิก โซบอสไล และ เทรย์ โนนี่ เป็นผู้เล่นที่ถูกใช้งานในพื้นที่ลึกของแดนกลางอยู่บ่อยครั้ง
การถอยลงมารับบอลไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อรักษาการครองบอล แต่ยังเป็นการล่อให้คู่แข่งขยับเข้ามาเพรสซิ่ง เมื่อคู่แข่งส่งผู้เล่นขึ้นมากดดันมากขึ้น ช่องว่างด้านหลังแนวรับก็จะเริ่มเปิด และ ลิเวอร์พูล สามารถใช้จังหวะนั้นเร่งเกมไปข้างหน้าได้ทันที
วิธีนี้ทำให้ทีมสามารถสร้างสถานการณ์คล้ายการเล่นเกมสวนกลับด้วยตัวเอง แม้จะเป็นฝ่ายครองบอลอยู่ก็ตาม เพราะการจ่ายบอลสั้นในช่วงแรกมีเป้าหมายเพื่อดึงคู่แข่งออกจากตำแหน่ง ก่อนเปลี่ยนจังหวะด้วยการส่งบอลไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
หากคู่แข่งเลือกเพรสซิ่งตั้งแต่ต้น ลิเวอร์พูล ก็สามารถข้ามขั้นตอนการต่อบอลสั้น และใช้ อลิสซง หรือ จอร์จี้ มามาร์ดาชวิลี่ เปิดบอลยาวไปข้างหน้าได้เช่นกัน
การเล่นบอลยาวไม่ได้หมายความว่าทีมต้องเสียการควบคุมเกม เพราะหลังจากบอลแรกถูกส่งขึ้นไป นักเตะที่อยู่รอบจุดตกของบอลสามารถเข้าไปแย่งบอลจังหวะสอง และใช้พื้นที่ที่เกิดขึ้นจากแนวรับคู่แข่งซึ่งเสียรูปทรงในการเดินเกมต่อ
แรงบันดาลใจจาก มาร์เซโล่ บิเอลซ่า
แนวคิดหลายอย่างของผู้จัดการทีมรายนี้มีความคล้ายคลึงกับ มาร์เซโล่ บิเอลซ่า โค้ชชาวอาร์เจนตินาที่เคยทำงานกับเขาในช่วงที่ยังเป็นนักเตะของ แอธเลติก บิลเบา ระหว่างปี 2011 ถึง 2013
อิทธิพลจากบิเอลซ่าไม่ได้มีเพียงเรื่องการวิ่งไล่บอลหรือการเล่นเกมรุกด้วยความเร็ว แต่ยังรวมถึงแนวคิดเรื่องการสร้างความได้เปรียบด้วยการเคลื่อนที่ นักเตะไม่จำเป็นต้องยืนอยู่ในพื้นที่เดิมตลอดเวลา แต่ต้องอ่านสถานการณ์และปรับตำแหน่งให้สัมพันธ์กับเพื่อนร่วมทีม
เมื่อ ลิเวอร์พูล เดินเกมรุก เราจึงเห็นนักเตะหลายคนสลับตำแหน่งกันอยู่ตลอด ฟูลแบ็กสามารถเติมขึ้นสูง ขณะที่ตัวริมเส้นขยับเข้าด้านใน และกองกลางก็สามารถเคลื่อนเข้ามาเป็นตัวเลือกที่สาม
รูปแบบนี้ทำให้คู่แข่งตัดสินใจได้ยากขึ้นว่าจะต้องตามผู้เล่นคนใด เพราะพื้นที่หนึ่งอาจมีนักเตะ ลิเวอร์พูล สองหรือสามคนเข้ามาสลับตำแหน่งกันอย่างต่อเนื่อง

สามเหลี่ยมริมเส้นเพิ่มทางเลือกเกมรุก
หนึ่งในรูปแบบที่น่าสนใจคือการสร้างกลุ่มผู้เล่นสามคนบริเวณริมเส้น โดยเฉพาะฝั่งซ้าย ฟูลแบ็กสามารถดันขึ้นไปในพื้นที่เกมรุก ขณะที่ ริโอ อึ้งโมฮา หรือ โคดี้ กัคโป ขยับเข้ามาสร้างทางเลือก
ฟลอเรียน เวิร์ตซ์ ซึ่งถูกใช้งานในตำแหน่งหมายเลข 10 เป็นหลัก ก็สามารถเคลื่อนออกมาบริเวณริมเส้นเพื่อเป็นตัวเลือกเพิ่มเติม เขาอาจยืนกว้างเพื่อรับบอล ถอยลงมาเชื่อมเกม หรือขยับเข้าด้านในเพื่อช่วยสร้างพื้นที่ตรงกลาง
การหมุนตำแหน่งลักษณะนี้ทำให้แนวรับคู่แข่งต้องตัดสินใจอยู่ตลอดว่าจะตามนักเตะออกจากพื้นที่หรือรักษาตำแหน่งของตัวเอง หากตามมากเกินไปก็อาจเปิดช่องว่างตรงกลาง แต่ถ้าไม่ตามก็อาจปล่อยให้ ลิเวอร์พูล มีเวลาสร้างเกม
อีกเป้าหมายหนึ่งคือการสร้างสถานการณ์แบบสองต่อสองหรือสามต่อสาม ซึ่งเป็นรูปแบบที่สามารถนำมาใช้ซ้ำได้ในหลายสถานการณ์ หากผู้เล่นสามารถเอาชนะคู่แข่งได้ พื้นที่สำหรับเปิดบอลหรือจ่ายบอลเข้ากรอบเขตโทษก็จะเกิดขึ้นทันที
ฟุตบอลลักษณะนี้มีความน่าตื่นเต้น เพราะทุกคนมีส่วนร่วมกับการสร้างเกมรุก และการเคลื่อนที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่การรอให้ผู้เล่นคนใดคนหนึ่งสร้างความแตกต่างเพียงลำพัง
ข้อเสียของเกมรุกที่ดันผู้เล่นจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม รูปแบบการเล่นดังกล่าวก็มีความเสี่ยง เมื่อ ลิเวอร์พูล ส่งฟูลแบ็กสองคนขึ้นไปช่วยเกมรุก พร้อมกับกองกลางอีกสองคนและผู้เล่นแนวรุกสามราย ทีมอาจเหลือผู้เล่นอยู่หลังบอลเพียงสามคน
โดยปกติจะประกอบด้วยเซ็นเตอร์แบ็กสองคนและกองกลางตัวรับหนึ่งคน หากเสียบอลในจังหวะที่ทีมกำลังดันสูง พื้นที่ด้านหลังจึงอาจเปิดกว้างให้คู่แข่งสวนกลับได้ทันที
เรื่องนี้น่าสนใจเพราะ ลิเวอร์พูล ในฤดูกาลก่อนก็เคยมีปัญหากับเกมสวนกลับของคู่แข่งเช่นกัน การเปลี่ยนผู้จัดการทีมจึงไม่ได้หมายความว่าปัญหาเดิมจะหายไปโดยอัตโนมัติ
ความท้าทายคือการรักษาความดุดันของเกมรุกเอาไว้ แต่ต้องมีการควบคุมที่ดีขึ้น หากทีมส่งผู้เล่นขึ้นไปมากเกินไปก็เสี่ยงเสียพื้นที่ แต่ถ้าถอยผู้เล่นลงมามากเกินไปก็อาจลดประสิทธิภาพของฟุตบอลที่เน้นความเร็วและความกดดัน
แนวทางหนึ่งที่ถูกใช้คือการป้องกันเกมสวนกลับตั้งแต่ต้นทาง นักเตะที่อยู่ใกล้บอลต้องรีบเข้าไปกดดันคู่แข่งทันทีหลังเสียบอล เพื่อไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามมีเวลาเงยหน้าหรือส่งบอลออกจากพื้นที่อันตราย

การเพรสซิ่งคือหัวใจสำคัญ
ตลอดช่วงปรีซีซัน ลิเวอร์พูล แสดงให้เห็นการเพรสซิ่งสูงอย่างชัดเจน ผู้เล่นไม่ได้รอให้คู่แข่งเดินบอลขึ้นมาใกล้แดนกลาง แต่พยายามบีบตั้งแต่แนวรับของฝ่ายตรงข้าม
รูปแบบหนึ่งที่เห็นคือการยืนในโครงสร้างคล้ายเพชรกลางสนาม ทีมพยายามเปิดพื้นที่บางส่วนให้คู่แข่งเล่นบอลสั้น ก่อนจึงเพิ่มความเข้มข้นของการเพรสซิ่งในจังหวะที่เหมาะสม
เป้าหมายคือการบังคับบอลเข้าสู่พื้นที่ตรงกลาง ซึ่งเป็นจุดที่ ลิเวอร์พูล สามารถส่งผู้เล่นหลายคนเข้าไปแย่งบอลพร้อมกันได้ หากทำสำเร็จ ทีมจะสามารถเปลี่ยนจากเกมรับเป็นเกมรุกได้ภายในเวลาไม่กี่วินาที
แนวคิดนี้คล้ายกับสิ่งที่เคยเห็นจากทีมของเขาที่ บอร์นมัธ โดยมีหลักสำคัญคือการเก็บผู้เล่นแนวรับไว้มากกว่าจำนวนผู้เล่นแนวรุกของคู่แข่ง
หากฝ่ายตรงข้ามส่งผู้เล่นสามคนยืนสูง ลิเวอร์พูล มักรักษาแนวรับสี่คนเอาไว้ด้านหลัง วิธีนี้ทำให้ทีมเสียผู้เล่นหนึ่งคนในพื้นที่สูง แต่สามารถเพิ่มความปลอดภัยและลดความเสี่ยงจากบอลสวนกลับ
ปัญหาคือเมื่อผู้เล่นคนหนึ่งออกจากตำแหน่งเพื่อกดดันคู่แข่ง เพื่อนร่วมทีมที่อยู่ด้านหลังต้องอ่านเกมให้ทันและขยับเข้ามาปิดพื้นที่ที่ถูกเปิดขึ้น หากสื่อสารกันไม่ดี ระบบทั้งชุดก็สามารถเสียสมดุลได้อย่างรวดเร็ว
บทบาทสำคัญของ โดมินิก โซบอสไล
โดมินิก โซบอสไล กลายเป็นหนึ่งในนักเตะที่น่าสนใจที่สุดภายใต้ระบบใหม่นี้ เพราะเขาไม่ได้ถูกใช้งานในพื้นที่เดียวเหมือนช่วงที่ผ่านมา ในปรีซีซัน เขาถูกวางเป็นกองกลางตัวกลางมากขึ้น
ตำแหน่งดังกล่าวมีความสำคัญต่อการเพรสซิ่ง เพราะนักเตะต้องตัดสินใจว่าจะขยับขึ้นไปกดดันเมื่อใด และเมื่อใดควรรักษาตำแหน่งเพื่อป้องกันพื้นที่ด้านหลัง
ความแข็งแกร่งและพละกำลังของโซบอสไลช่วยให้เขาวิ่งครอบคลุมพื้นที่กว้าง และทำให้ ลิเวอร์พูล สามารถเพรสซิ่งด้วยจำนวนผู้เล่นที่ใกล้เคียงกับคู่แข่งได้มากขึ้น
ขณะเดียวกัน การตัดสินใจของเขาก็มีความสำคัญ เพราะหากก้าวขึ้นไปกดดันโดยไม่มีเพื่อนร่วมทีมขยับตาม ช่องว่างระหว่างแดนกลางกับแนวรับจะเปิดทันที
โซบอสไลเองมองว่าความเข้มข้นที่ทีมต้องการกลับมาอีกครั้ง และนี่เป็นหนึ่งในสิ่งที่เขารู้สึกว่าทีมขาดหายไปก่อนหน้านี้

ปัญหาที่ต้องแก้จากช่วงปรีซีซัน
แม้รูปแบบการเล่นจะดูน่าสนใจ แต่ผลการแข่งขันช่วงปรีซีซันก็แสดงให้เห็นว่าทีมยังต้องใช้เวลาในการปรับตัว ลิเวอร์พูล เคยขึ้นนำสองประตูในเกมกับ ลีดส์ ยูไนเต็ด และ โมนาโก ก่อนจะเสียความได้เปรียบในช่วงหลังของการแข่งขัน
ปัญหาที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย ทั้งความลึกของขุมกำลัง ระดับความฟิตที่ยังไม่เต็มร้อย และการเพรสซิ่งที่ยังไม่สมบูรณ์แบบ นักเตะบางคนยังไม่สามารถรักษาความเข้มข้นของเกมไว้ได้ตลอด 90 นาที
เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องปกติของช่วงเตรียมทีม เพราะผู้เล่นยังอยู่ในกระบวนการทำความเข้าใจระบบใหม่ และทีมยังมีเวลาอีกมากในการปรับรายละเอียดก่อนการแข่งขันอย่างเป็นทางการ
สิ่งสำคัญคือการหาสมดุลระหว่างความสนุกของเกมรุกกับความมั่นคงในเกมรับ หากทำได้สำเร็จ ลิเวอร์พูล จะสามารถใช้จุดแข็งด้านการครองบอล การเคลื่อนที่ และการเพรสซิ่งเพื่อสร้างความแตกต่างได้
สิ่งที่แฟนลิเวอร์พูลคาดหวังได้
หลังผ่านการแข่งขันปรีซีซันเพียงไม่กี่นัด ยังเร็วเกินไปที่จะตัดสินว่าระบบใหม่จะประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด แต่ภาพรวมเริ่มชัดเจนว่าทีมกำลังเดินไปในทิศทางใด
ลิเวอร์พูล ต้องการครองบอลมากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทิ้งฟุตบอลที่เล่นด้วยความเร็วและความเข้มข้น รูปแบบการขึ้นเกมถูกออกแบบให้ล่อคู่แข่งเข้ามา ก่อนเปลี่ยนจังหวะและโจมตีพื้นที่ว่าง
การสลับตำแหน่งบริเวณริมเส้นก็เป็นอีกอาวุธสำคัญ เพราะผู้เล่นสามารถสร้างสถานการณ์ได้หลายแบบ ทั้งการเล่นหนึ่งต่อหนึ่ง การประสานงานสองคน หรือการสร้างสามเหลี่ยมเพื่อเปิดทางให้ผู้เล่นคนที่สาม
ขณะเดียวกัน การเพรสซิ่งสูงจะช่วยให้ทีมสามารถแย่งบอลกลับมาในพื้นที่อันตราย และลดความจำเป็นในการถอยลงไปตั้งรับเป็นเวลานาน
แต่ทุกอย่างจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการรักษาความเข้มข้นตลอดการแข่งขัน หากทีมทำไม่ได้ ระบบที่เน้นผู้เล่นจำนวนมากขึ้นไปอยู่ในแดนคู่แข่งก็อาจกลายเป็นช่องโหว่ให้ฝ่ายตรงข้ามเล่นงานได้
บทสรุป ลิเวอร์พูลยุคใหม่กำลังเดินไปทางไหน
ช่วงปรีซีซันกำลังเผยให้เห็น ลิเวอร์พูล ในรูปแบบที่แตกต่างออกไปเล็กน้อย ทีมยังคงมีความดุดันและการเล่นที่เต็มไปด้วยการเคลื่อนที่ แต่เพิ่มความพยายามในการครองบอลและควบคุมเกมให้มากขึ้น
แนวคิดจากฟุตบอลของบิเอลซ่าปรากฏให้เห็นทั้งการหมุนตำแหน่ง การสร้างความได้เปรียบในพื้นที่ริมเส้น และการใช้การเคลื่อนที่เพื่อเปิดช่องว่างให้เพื่อนร่วมทีม
ขณะเดียวกัน การเพรสซิ่งยังเป็นหัวใจสำคัญของระบบ นักเตะต้องพร้อมวิ่งและตัดสินใจอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในจังหวะที่ทีมเพิ่งเสียบอล
ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดคือการสร้างสมดุลระหว่างความวุ่นวายที่ทำให้เกมรุกมีประสิทธิภาพ กับการควบคุมพื้นที่ด้านหลังให้ดีพอที่จะไม่เปิดโอกาสให้คู่แข่งสวนกลับง่าย ๆ
หากนักเตะสามารถเข้าใจแนวคิดเหล่านี้ได้อย่างสมบูรณ์ ลิเวอร์พูล จะมีเครื่องมือหลายรูปแบบในการโจมตีคู่แข่ง ไม่ว่าจะเป็นการต่อบอลสั้น การเล่นบอลยาว การเพรสซิ่งสูง หรือการใช้การหมุนตำแหน่งบริเวณริมเส้น
อย่างไรก็ตาม ฤดูกาลจริงจะเป็นบททดสอบที่แตกต่างจากปรีซีซันอย่างสิ้นเชิง คู่แข่งจะเตรียมตัวมารับมือมากขึ้น ตารางการแข่งขันจะเข้มข้นกว่าเดิม และทีมต้องรักษาระดับพลังงานตลอดทั้งฤดูกาล
สิ่งที่แฟนบอลสามารถคาดหวังได้ในตอนนี้คือ ลิเวอร์พูล กำลังพยายามสร้างฟุตบอลที่มีเอกลักษณ์ชัดเจนขึ้นอีกครั้ง หากแนวทางดังกล่าวสามารถผสมผสานความดุดันกับการควบคุมเกมได้ลงตัว ทีมก็มีโอกาสสร้างรูปแบบการเล่นที่น่าตื่นตาตื่นใจและมีประสิทธิภาพในเวลาเดียวกัน
ท้ายที่สุด การเริ่มต้นครั้งนี้ยังเป็นเพียงบทแรก แต่จากสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงปรีซีซัน ร่องรอยของฟุตบอลแบบใหม่เริ่มเห็นชัดขึ้นเรื่อย ๆ และการหาสมดุลระหว่างเกมรุกที่ดุดันกับเกมรับที่รัดกุม จะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุดของ ลิเวอร์พูล ในฤดูกาลใหม่
ติดตามข่าวสารจากสโมสรได้ที่
เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของลิเวอร์พูล
อ่านข่าวฟุตบอลเพิ่มเติมได้ที่
ข่าวฟุตบอลล่าสุด
และติดตามข่าว ลิเวอร์พูล เพิ่มเติมได้ที่
ข่าวลิเวอร์พูล
