เอนโซ มาเรสก้า เปิดใจคุม แมนซิตี้ งานสุดหิน พร้อมสร้างทีมในแบบของตัวเอง

มาเรสก้าเข้ามารับตำแหน่งในช่วงเวลาที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กำลังเริ่มต้นบทใหม่ หลังยุคของ กวาร์ดิโอล่า ซึ่งสร้างความสำเร็จมากมายให้กับสโมสรตลอดหลายปีที่ผ่านมา ดังนั้นสิ่งที่รออยู่ข้างหน้าจึงไม่ใช่เพียงการพาทีมคว้าชัยชนะ แต่ยังรวมถึงการสร้างเอกลักษณ์ของทีมขึ้นมาใหม่โดยไม่จำเป็นต้องพยายามเลียนแบบอดีตผู้จัดการทีม
เอนโซ มาเรสก้า แมนซิตี้ กับภารกิจสานต่อยุคของ กวาร์ดิโอล่า
มาเรสก้ายอมรับตั้งแต่แรกว่าการเข้ามาแทนที่ กวาร์ดิโอล่า เป็นงานที่มีความกดดันสูงมาก เพราะมาตรฐานของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นในช่วงที่ผ่านมา
กวาร์ดิโอล่าไม่ได้เป็นเพียงผู้จัดการทีมที่คว้าถ้วยรางวัลจำนวนมาก แต่ยังสร้างรูปแบบการเล่นที่มีอิทธิพลต่อฟุตบอลอังกฤษและฟุตบอลยุโรปอย่างชัดเจน นักเตะจำนวนมากถูกพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิดของเขา และหลายสโมสรพยายามนำรูปแบบการเล่นคล้ายกันไปปรับใช้
อย่างไรก็ตาม มาเรสก้าไม่ได้มองว่าตัวเองต้องเดินตามทุกอย่างที่กวาร์ดิโอล่าทำ เขาเคยทำงานร่วมกับกุนซือชาวสเปนมาก่อน และรู้จักระบบของสโมสรเป็นอย่างดี แต่การกลับมาในฐานะผู้จัดการทีมทำให้เขาต้องมองทุกอย่างด้วยสายตาของตัวเอง
“มันอาจเป็นงานที่เป็นไปไม่ได้ แต่ในเวลาเดียวกันมันก็เป็นสิทธิพิเศษ” คือแนวคิดสำคัญของ มาเรสก้า เมื่อพูดถึงการเข้ามารับช่วงต่อจากหนึ่งในผู้จัดการทีมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก
ทำไม ฮาลันด์ อาจไม่ได้เป็นกัปตัน แมนเชสเตอร์ ซิตี้
หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจที่สุดจากการพูดคุยของ มาเรสก้า คือเรื่องตำแหน่งกัปตันทีม โดยชื่อของ เออร์ลิง ฮาลันด์ ถูกพูดถึงในฐานะหนึ่งในตัวเลือก แต่ผู้จัดการทีมชาวอิตาลีมีเหตุผลที่น่าสนใจว่าทำไมตำแหน่งนี้อาจไม่เหมาะกับกองหน้าชาวนอร์เวย์
มาเรสก้าเคยใช้กฎที่ เลสเตอร์ ซิตี้ และ เชลซี ว่า เมื่อทีมยิงประตูได้ กัปตันทีมต้องกลับมาที่ม้านั่งสำรองเพื่อรับคำแนะนำจากทีมงาน แทนที่จะอยู่ฉลองกับเพื่อนร่วมทีมเป็นเวลานาน
ปัญหาคือหาก ฮาลันด์ เป็นกัปตันทีม และเป็นคนทำประตูเอง เขาก็มีสิทธิ์ฉลองกับเพื่อนร่วมทีมได้ตามกฎของมาเรสก้า ซึ่งกุนซือชาวอิตาลีถึงกับพูดติดตลกว่า หากเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ทีมอาจมีปัญหาในการจัดการเรื่องคำแนะนำระหว่างเกม
แมนเชสเตอร์ ซิตี้ มีผู้เล่นหลายคนที่สามารถรับบทบาทผู้นำได้ ดังนั้น มาเรสก้า จึงยังต้องตัดสินใจว่าใครเหมาะสมที่สุดกับตำแหน่งกัปตันทีมในฤดูกาลใหม่

พรีเมียร์ลีกเปลี่ยนไป และ มาเรสก้า ต้องปรับตัว
มาเรสก้ามองว่าฟุตบอลพรีเมียร์ลีกในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะเรื่องความแข็งแกร่งทางร่างกายและการเล่นลูกตั้งเตะ
สิ่งที่เขาสังเกตเห็นอย่างชัดเจนคือหลายทีมเลือกใช้การประกบแบบตัวต่อตัวมากขึ้น ซึ่งทำให้ผู้เล่นที่สามารถเอาชนะคู่แข่งแบบหนึ่งต่อหนึ่งมีความสำคัญอย่างมาก
เมื่อคู่แข่งเลือกประกบแบบตัวต่อตัว การสร้างความได้เปรียบจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้เล่นเพียงคนเดียว แต่จำเป็นต้องอาศัยนักเตะหลายตำแหน่งที่สามารถเลี้ยงบอลผ่านคู่แข่งหรือสร้างสถานการณ์ที่ทำให้แนวรับเสียรูป
มาเรสก้ายกตัวอย่างทีมระดับชั้นนำที่มีผู้เล่นริมเส้นและฟูลแบ็กที่สามารถเอาชนะคู่แข่งแบบตัวต่อตัวได้ ซึ่งทำให้พวกเขาสามารถเจาะระบบประกบแบบตัวต่อตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แนวคิดเกมรุกที่ มาเรสก้า ต้องการเห็น
แนวทางของ มาเรสก้า ให้ความสำคัญกับการสร้างสถานการณ์ที่ผู้เล่นสามารถใช้ความสามารถเฉพาะตัวได้ โดยเฉพาะเมื่อต้องเจอกับคู่แข่งที่ประกบแบบตัวต่อตัว
ผู้เล่นต้องสามารถสร้างความได้เปรียบจากพื้นที่ว่าง ขยับตำแหน่งเพื่อสร้างทางเลือกในการจ่ายบอล และพยายามทำให้คู่แข่งต้องตัดสินใจอยู่ตลอดเวลา
นั่นทำให้ผู้เล่นริมเส้นของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ มีบทบาทสำคัญมาก เพราะพวกเขาจะต้องสามารถพาบอลผ่านคู่แข่งและสร้างสถานการณ์ที่นำไปสู่การเข้าทำในพื้นที่สุดท้าย
อองตวน เซเมนโย่ จึงเป็นหนึ่งในนักเตะที่น่าสนใจภายใต้แนวคิดนี้ เพราะความสามารถในการเอาชนะคู่แข่งและพาบอลขึ้นหน้าอาจกลายเป็นอาวุธสำคัญของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้
ลูกตั้งเตะก็เป็นอีกหนึ่งอาวุธสำคัญ
อีกสิ่งที่ มาเรสก้า ให้ความสนใจคือการเล่นลูกตั้งเตะ แม้เขาจะไม่ได้ชื่นชอบการที่ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกพัฒนาไปในทิศทางที่ใช้ลูกบอลจากด้านข้างและลูกตั้งเตะมากขึ้น แต่เขายอมรับว่าทีมจำเป็นต้องพัฒนาในส่วนนี้
หลายสโมสรสามารถเปลี่ยนลูกเตะมุมและลูกตั้งเตะให้กลายเป็นโอกาสทำประตูได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จึงไม่สามารถละเลยเรื่องนี้ได้
อย่างไรก็ตาม มาเรสก้าต้องจัดสมดุลระหว่างการฝึกซ้อมลูกตั้งเตะกับการฝึกระบบการเล่นอื่น เพราะช่วงเริ่มต้นฤดูกาลเป็นเวลาที่เขาต้องการถ่ายทอดแนวคิดใหม่ให้กับนักเตะให้ได้มากที่สุด

การพูดคุยกับ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ก่อนรับงาน
ก่อนเข้ารับตำแหน่ง มาเรสก้าเดินทางไปพบ กวาร์ดิโอล่า ที่บาร์เซโลนา เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับสโมสรและนักเตะ ซึ่งถือเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้จัดการทีมคนใหม่
กวาร์ดิโอล่าใช้เวลาหลายปีกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และรู้จักนักเตะในทีมแทบทุกคน ดังนั้นข้อมูลเกี่ยวกับบุคลิกของผู้เล่น จุดแข็ง จุดอ่อน และวิธีรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ จึงมีคุณค่าสำหรับ มาเรสก้า
อย่างไรก็ตาม มาเรสก้ายืนยันว่าเขาต้องการเข้ามาดูทุกอย่างด้วยตัวเองเช่นกัน เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นภายใต้ผู้จัดการทีมคนก่อนอาจไม่ใช่สิ่งที่เหมาะกับทีมในยุคใหม่เสมอไป
แนวคิดนี้สะท้อนว่าเขาต้องการเคารพสิ่งที่ กวาร์ดิโอล่า สร้างเอาไว้ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องการสร้าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในแบบของตัวเอง
มาเรสก้ากับการสร้างบรรยากาศใหม่ในทีม
นอกสนาม มาเรสก้าดูเหมือนจะนำบรรยากาศที่ผ่อนคลายมากขึ้นเข้ามาสู่ทีม โดยผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับทีมในช่วงทัวร์เอเชียมองว่าบรรยากาศภายในกลุ่มนักเตะดีขึ้นและมีความเป็นกันเองมากกว่าเดิม
หนึ่งในตัวอย่างคือกิจกรรมร้องเพลงของทีมที่เกิดขึ้นแบบไม่เป็นทางการในโรงแรมที่ฮ่องกง นักเตะและทีมงานหลายคนขึ้นไปร้องเพลงเพื่อสร้างความสนิทสนม ขณะที่ มาเรสก้า ยอมรับแบบติดตลกว่าเขาไม่ใช่คนที่จะขึ้นไปร้องเพลงด้วยตัวเอง
เรื่องเล็ก ๆ เหล่านี้สะท้อนบุคลิกของผู้จัดการทีมคนใหม่ ซึ่งแตกต่างจากภาพลักษณ์จริงจังที่แฟนบอลอาจเห็นจากการให้สัมภาษณ์ต่อหน้าสื่อ
การเปลี่ยนแปลงของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้
มาเรสก้ากำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ มีการเปลี่ยนแปลงหลายด้าน ทั้งตัวผู้จัดการทีม ทีมงาน และนักเตะบางส่วน
เจมส์ แทรฟฟอร์ด เป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ย้ายออกไป ขณะที่ โอมาร์ มาร์มูช และ ฟิล โฟเด้น ต่างเป็นนักเตะที่ มาเรสก้า ต้องการช่วยให้กลับมาแสดงศักยภาพได้เต็มที่อีกครั้ง
ส่วน แจ็ค กรีลิช ก็เป็นอีกหนึ่งกรณีที่ต้องจับตามอง หลังช่วงเวลาที่ไม่ง่ายกับสโมสรและการยืมตัวไปเล่นกับ เอฟเวอร์ตัน
สถานการณ์ของ โรดรี้ ก็มีความสำคัญเช่นกัน เพราะอนาคตของกองกลางทีมชาติสเปนยังเป็นหนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่อง หากเขาย้ายออกไปจริง มาเรสก้าจะต้องปรับโครงสร้างแดนกลางอีกครั้ง

ฮาลันด์และผู้นำรุ่นใหม่ของทีม
มาเรสก้าเปิดเผยว่า ฮาลันด์ เป็นหนึ่งในนักเตะกลุ่มแรก ๆ ที่ส่งข้อความหาเขาหลังเข้ารับตำแหน่ง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างทั้งสองฝ่าย
นอกจาก ฮาลันด์ แล้ว ผู้เล่นอย่าง ฟิล โฟเด้น, รูเบน ดิอาส, โรดรี้ และ ริโก้ ลูอิส ต่างก็เป็นนักเตะที่มีความคุ้นเคยกับระบบของสโมสรและมีความสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่
แต่จากจำนวนผู้เล่นที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว มาเรสก้ามองว่าทีมชุดปัจจุบันแตกต่างจากทีมที่เขาเคยทำงานร่วมกับ กวาร์ดิโอล่า อย่างมาก
นี่จึงเป็นโอกาสให้เขาสร้างวัฒนธรรมใหม่ และกำหนดมาตรฐานของทีมขึ้นมาเอง
งานที่ยาก แต่เป็นโอกาสครั้งสำคัญ
มาเรสก้ารู้ดีว่าทุกสายตาจะจับจ้อง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ตั้งแต่เกมแรกของฤดูกาล และผลงานของเขาจะถูกนำไปเปรียบเทียบกับ กวาร์ดิโอล่า อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
หากทีมเก็บคะแนนได้น้อยกว่าที่คาด การเปรียบเทียบจะเกิดขึ้นทันที แต่ผู้จัดการทีมชาวอิตาลีไม่ได้มองเรื่องดังกล่าวเป็นแรงกดดัน เขากลับมองว่าการได้รับโอกาสคุมสโมสรแห่งนี้คือสิทธิพิเศษ
เป้าหมายของ มาเรสก้า จึงไม่ใช่การเป็น กวาร์ดิโอล่าคนที่สอง แต่คือการทำให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยังคงเป็นทีมที่แข่งขันเพื่อความสำเร็จได้ พร้อมกับมีรูปแบบการเล่นและตัวตนที่เป็นของเขาเอง
สรุป เอนโซ มาเรสก้า แมนซิตี้ จะไปได้ไกลแค่ไหน
เอนโซ มาเรสก้า แมนซิตี้ กำลังเริ่มต้นบทใหม่ที่เต็มไปด้วยความท้าทาย หลังจากสโมสรผ่านยุคแห่งความสำเร็จภายใต้ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า มาอย่างยาวนาน
มาเรสก้ามีแนวคิดที่ชัดเจน เขาต้องการให้ทีมเล่นฟุตบอลที่มีความเข้มข้น ใช้ผู้เล่นที่สามารถเอาชนะคู่แข่งแบบตัวต่อตัว และเพิ่มประสิทธิภาพจากลูกตั้งเตะ ขณะเดียวกันก็ต้องสร้างบรรยากาศใหม่ภายในทีม
เรื่องตำแหน่งกัปตันทีมยังต้องรอการตัดสินใจ เช่นเดียวกับอนาคตของนักเตะหลายราย แต่สิ่งที่ชัดเจนคือ มาเรสก้าไม่ได้เข้ามาเพื่อเดินตามรอย กวาร์ดิโอล่า ทุกอย่างจะต้องถูกปรับให้เข้ากับแนวคิดของเขาเอง
ฤดูกาลใหม่จึงเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ของผู้จัดการทีมชาวอิตาลี และคำตอบว่าเขาจะสามารถพา แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ได้หรือไม่ จะค่อย ๆ ปรากฏให้เห็นจากผลงานในสนาม
ติดตามข่าวสาร แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และบทวิเคราะห์ฟุตบอลเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ข่าวฟุตบอล รวมถึงติดตามข้อมูลจากสโมสรโดยตรงผ่าน เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้
