เจฟฟ์ เบโซส ลิเวอร์พูล จ่อซื้อหุ้น 1 ใน 3 มูลค่า 4.5 พันล้านปอนด์
เจฟฟ์ เบโซส ลิเวอร์พูล จ่อซื้อหุ้น 1 ใน 3 มูลค่า 4.5 พันล้านปอนด์

เจฟฟ์ เบโซส ลิเวอร์พูล เจรจาซื้อหุ้นประมาณหนึ่งในสาม
กลุ่มทุนที่กำลังเจรจากับ FSG นำโดย อมิต ภาเทีย นักธุรกิจชาวอังกฤษเชื้อสายอินเดีย และยังมี เอดูอาร์โด ซาเวริน หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Facebook รวมถึง เจฟฟ์ เบโซส ผู้ก่อตั้ง Amazon เข้ามาเกี่ยวข้อง
รายงานระบุว่ากลุ่มทุนดังกล่าวพูดคุยกับ FSG มาประมาณสามเดือนแล้ว โดยขณะนี้การเจรจามีความคืบหน้าในระดับที่น่าจับตามอง และอาจมีการประกาศข้อตกลงในเร็ว ๆ นี้
หากดีลเกิดขึ้นตามที่มีการรายงาน กลุ่มทุนจะเข้าซื้อหุ้น ลิเวอร์พูล ประมาณหนึ่งในสามของสโมสร โดยมูลค่ารวมของสโมสรอาจอยู่ที่ประมาณ 4.5 พันล้านปอนด์
อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญคือดีลนี้ไม่ได้หมายความว่า FSG จะขาย ลิเวอร์พูล ออกจากมือทั้งหมด แต่เป็นการเปิดทางให้กลุ่มทุนใหม่เข้ามาถือหุ้นและมีส่วนร่วมกับสโมสรในฐานะผู้ลงทุนรายสำคัญ
ใครคือ อมิต ภาเทีย ผู้นำกลุ่มทุน
อมิต ภาเทีย เป็นนักธุรกิจชาวอังกฤษเชื้อสายอินเดีย และเป็นบุตรเขยของ ลักษมี มิตตัล มหาเศรษฐีในอุตสาหกรรมเหล็กของอินเดีย
ภาเทียมีประสบการณ์ในวงการฟุตบอลมาแล้ว หลังจากมีส่วนเกี่ยวข้องกับ ควีนส์ พาร์ค เรนเจอร์ส หรือ QPR เป็นเวลานานถึง 18 ปี ก่อนจะก้าวลงจากตำแหน่งในคณะกรรมการสโมสรเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา หลังโอนหุ้นของตัวเองให้ รูเบน กนาลิงกัม เจ้าของสโมสร
ประสบการณ์จากการลงทุนในฟุตบอลทำให้ภาเทียไม่ได้เป็นนักลงทุนหน้าใหม่สำหรับวงการกีฬา และการเข้ามานำกลุ่มทุนครั้งนี้จึงมีความน่าสนใจเป็นพิเศษ
เจฟฟ์ เบโซส มีทรัพย์สินมหาศาลแค่ไหน
เจฟฟ์ เบโซส เป็นหนึ่งในบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก เขาก่อตั้ง Amazon ในปี 1994 จากธุรกิจขายหนังสือผ่านอินเทอร์เน็ต ก่อนขยายบริษัทจนกลายเป็นหนึ่งในบริษัทเทคโนโลยีและพาณิชย์รายใหญ่ที่สุดของโลก
นอกจาก Amazon แล้ว เบโซสยังเป็นเจ้าของ Washington Post และบริษัทด้านอวกาศ Blue Origin ด้วย โดยทรัพย์สินของเขาถูกประเมินว่ามีมูลค่ามากกว่า 280,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐตามข้อมูลที่ถูกอ้างถึงในรายงาน
การเข้ามาของเบโซสจึงไม่ได้มีความหมายเพียงเรื่องเงินทุนเท่านั้น แต่ยังอาจเปิดโอกาสให้ ลิเวอร์พูล เข้าถึงเครือข่ายทางธุรกิจ เทคโนโลยี และพันธมิตรระดับโลกเพิ่มเติมในอนาคต

เอดูอาร์โด ซาเวริน อีกหนึ่งมหาเศรษฐีในดีล
อีกชื่อที่น่าสนใจคือ เอดูอาร์โด ซาเวริน นักธุรกิจชาวบราซิลซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Facebook เขาเคยพบ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ขณะศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ก่อนทั้งคู่ร่วมกันสร้างธุรกิจสื่อสังคมออนไลน์ที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว
ซาเวรินมีทรัพย์สินจำนวนมหาศาล และปัจจุบันทำงานด้านการลงทุนผ่านบริษัท B Capital หลังจากแยกทางกับ Facebook ในปี 2005
เขายังเคยมีส่วนร่วมในกลุ่มทุนที่พยายามเข้าซื้อ เชลซี หลัง โรมัน อับราโมวิช จำเป็นต้องขายสโมสรจากผลกระทบของสถานการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศ แต่ความพยายามดังกล่าวไม่ประสบความสำเร็จ
การที่ซาเวรินกลับมาเกี่ยวข้องกับการลงทุนในฟุตบอลอังกฤษอีกครั้ง จึงทำให้ดีล ลิเวอร์พูล ครั้งนี้ถูกจับตามองมากขึ้น
ซื้อหุ้น ลิเวอร์พูล แล้วจะมีเงินซื้อนักเตะมากขึ้นหรือไม่
แม้การมีมหาเศรษฐีอย่าง เบโซส เข้ามาเป็นผู้ลงทุนอาจทำให้แฟนบอลบางส่วนคาดหวังว่า ลิเวอร์พูล จะสามารถใช้เงินจำนวนมหาศาลในตลาดซื้อขายนักเตะได้ แต่ในความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้นโดยตรง
สโมสรยังต้องปฏิบัติตามกฎทางการเงินของพรีเมียร์ลีก โดยกฎเกี่ยวกับต้นทุนทีมจำกัดจำนวนเงินที่สโมสรสามารถใช้กับค่าใช้จ่ายด้านฟุตบอลเมื่อเทียบกับรายได้ที่เกี่ยวข้องกับฟุตบอลและผลกำไรหรือขาดทุนจากการซื้อขายนักเตะ
ดังนั้น ต่อให้กลุ่มทุนใหม่มีทรัพย์สินมากเพียงใด ลิเวอร์พูล ก็ไม่สามารถนำเงินของผู้ถือหุ้นมาใช้จ่ายกับนักเตะได้อย่างไม่มีขีดจำกัด
สิ่งที่การลงทุนครั้งนี้อาจช่วยได้มากกว่าคือการเพิ่มรายได้จากธุรกิจนอกสนาม ทั้งการหาพันธมิตรทางการค้าใหม่ การขยายตลาดต่างประเทศ การใช้เทคโนโลยี และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของสโมสร
สปอนเซอร์ ลิเวอร์พูล กำลังเข้าสู่ช่วงสำคัญ
หนึ่งในพื้นที่ที่กลุ่มทุนใหม่สามารถเข้ามาช่วยเพิ่มรายได้คือการทำธุรกิจเชิงพาณิชย์ ปัจจุบันสัญญากับ Standard Chartered ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนบนหน้าอกเสื้อ และ Expedia ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนบริเวณแขนเสื้อ จะหมดลงในช่วงซัมเมอร์ปี 2027
การเจรจาเรื่องการต่อสัญญาจึงเป็นอีกหนึ่งงานสำคัญของสโมสร และการมีนักลงทุนที่มีเครือข่ายทางธุรกิจระดับโลกอาจช่วยเปิดโอกาสในการสร้างพันธมิตรใหม่ ๆ
สำหรับ ลิเวอร์พูล รายได้จากธุรกิจนอกสนามมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะสามารถนำมาสนับสนุนความสามารถในการแข่งขันของทีมภายใต้กฎการเงินของฟุตบอลอังกฤษ

FSG เปลี่ยน ลิเวอร์พูล ไปมากแค่ไหน
Fenway Sports Group เข้ามาซื้อ ลิเวอร์พูล ในเดือนตุลาคม 2010 ด้วยเงินประมาณ 300 ล้านปอนด์ จาก ทอม ฮิกส์ และ จอร์จ จิลเล็ตต์ เจ้าของทีมชาวอเมริกันในเวลานั้น
นับตั้งแต่นั้น FSG สามารถเปลี่ยนแปลงสถานะของสโมสรได้อย่างมาก ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกสองสมัย และแชมเปียนส์ ลีก รวมถึงประสบความสำเร็จในการปรับปรุงแอนฟิลด์และสร้างศูนย์ฝึกซ้อมแห่งใหม่ที่เคิร์กบี
ในงบการเงินล่าสุดสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 พฤษภาคม 2025 ลิเวอร์พูลประกาศรายได้เป็นสถิติใหม่ที่ประมาณ 703 ล้านปอนด์ สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตทางธุรกิจของสโมสรตลอดยุค FSG
ด้วยเหตุนี้ การขายหุ้นประมาณหนึ่งในสามให้กลุ่มทุนใหม่จึงไม่ได้ถูกมองเพียงเป็นการระดมทุนธรรมดา แต่ยังทำให้เกิดคำถามว่า FSG กำลังเริ่มวางแผนถอนการลงทุนใน ลิเวอร์พูล หรือไม่
FSG กำลังขาย ลิเวอร์พูล หรือแค่หาพันธมิตรใหม่
การขายหุ้นบางส่วนไม่ได้หมายความว่า FSG ต้องการออกจาก ลิเวอร์พูล ในทันที เพราะที่ผ่านมาเจ้าของสโมสรเคยเปิดรับนักลงทุนรายใหม่มาแล้ว
ในปี 2023 FSG ขายหุ้นส่วนน้อยให้กับ Dynasty Equity โดยมีมูลค่าการลงทุนที่ถูกประเมินไว้ระหว่าง 80 ล้านถึง 160 ล้านปอนด์
ในเวลานั้น ไมค์ กอร์ดอน ประธานของ FSG ซึ่งดูแลการบริหาร ลิเวอร์พูล ยืนยันว่าความมุ่งมั่นระยะยาวของกลุ่มทุนที่มีต่อสโมสรยังคงแข็งแกร่ง
แนวคิดดังกล่าวจึงอาจเกิดขึ้นอีกครั้งในดีลล่าสุด นั่นคือการเปิดทางให้ผู้ลงทุนรายใหม่เข้ามาช่วยเสริมความแข็งแกร่งทางการเงิน โดยที่ FSG ยังคงมีบทบาทสำคัญในการบริหารสโมสร
ดีลนี้มีความหมายอย่างไรกับ ลิเวอร์พูล
หากการเจรจาระหว่าง FSG และกลุ่มทุนของภาเทียประสบความสำเร็จ ลิเวอร์พูล จะมีผู้ถือหุ้นรายใหม่ที่มีเครือข่ายทางธุรกิจระดับโลกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสโมสร
สิ่งที่แฟนบอลควรจับตามองจึงไม่ใช่เพียงจำนวนเงินที่เข้ามา แต่คือวิธีที่เงินและเครือข่ายเหล่านั้นจะถูกนำไปใช้เพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติมให้กับสโมสร
หากสามารถเพิ่มรายได้จากการสนับสนุน การตลาด เทคโนโลยี และตลาดต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลิเวอร์พูล ก็จะมีฐานทางการเงินที่แข็งแกร่งขึ้นในระยะยาว
นอกจากนี้ยังอาจช่วยให้สโมสรเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพารายได้จากการแข่งขันฟุตบอลเพียงอย่างเดียว
มหาเศรษฐีหลายคนกับอนาคตของ ลิเวอร์พูล
สิ่งที่ทำให้ดีลนี้น่าสนใจเป็นพิเศษคือรายชื่อบุคคลที่อยู่ในกลุ่มทุน ทั้ง เจฟฟ์ เบโซส, เอดูอาร์โด ซาเวริน และ อมิต ภาเทีย ต่างมีประสบการณ์ด้านธุรกิจและการลงทุนในระดับนานาชาติ
เบโซสมีจุดแข็งด้านเทคโนโลยีและธุรกิจระดับโลก ขณะที่ซาเวรินมีประสบการณ์ด้านการลงทุน และภาเทียมีประสบการณ์โดยตรงในวงการฟุตบอลอังกฤษ
หากทั้งหมดเข้ามามีบทบาทร่วมกันจริง ลิเวอร์พูล อาจได้รับโอกาสในการขยายธุรกิจไปในทิศทางใหม่ ๆ ซึ่งแตกต่างจากการลงทุนเพื่อเสริมทีมฟุตบอลเพียงอย่างเดียว
อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างยังขึ้นอยู่กับรายละเอียดของข้อตกลงสุดท้าย และจนกว่าจะมีการประกาศอย่างเป็นทางการ แฟนบอลยังไม่ควรมองว่าการซื้อหุ้นครั้งนี้เสร็จสมบูรณ์แล้ว
บทสรุป เจฟฟ์ เบโซส กับอนาคตของ ลิเวอร์พูล
เจฟฟ์ เบโซส ลิเวอร์พูล เป็นหนึ่งในข่าวการลงทุนที่น่าจับตามองที่สุดของฟุตบอลอังกฤษในเวลานี้ หลังมีรายงานว่ามหาเศรษฐีผู้ก่อตั้ง Amazon อยู่ในกลุ่มทุนที่กำลังเจรจาซื้อหุ้นประมาณหนึ่งในสามของสโมสรจาก FSG
กลุ่มทุนดังกล่าวนำโดย อมิต ภาเทีย และมี เอดูอาร์โด ซาเวริน ร่วมอยู่ด้วย โดยมูลค่าของ ลิเวอร์พูล หากประเมินตามดีลนี้อาจอยู่ที่ประมาณ 4.5 พันล้านปอนด์
หากข้อตกลงเกิดขึ้นจริง ลิเวอร์พูล จะไม่ได้หมายความว่ามีเงินก้อนใหม่สำหรับใช้ซื้อผู้เล่นแบบไร้ขีดจำกัด เนื่องจากสโมสรยังต้องปฏิบัติตามกฎการเงินของพรีเมียร์ลีก
สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือศักยภาพในการเพิ่มรายได้ทางธุรกิจ การสร้างพันธมิตรใหม่ การขยายตลาดต่างประเทศ และการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยพัฒนาสโมสร
ขณะเดียวกัน ขนาดของหุ้นที่กำลังจะถูกขายก็ทำให้เกิดคำถามว่า FSG กำลังเริ่มต้นแผนการถอนการลงทุนหรือเพียงต้องการหาพันธมิตรเข้ามาช่วยสร้างความแข็งแกร่งในระยะยาว
คำตอบจะชัดเจนขึ้นเมื่อมีการประกาศรายละเอียดอย่างเป็นทางการ แต่หากดีลนี้เกิดขึ้นจริง การเข้ามาของหนึ่งในมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในโลกย่อมเป็นอีกหนึ่งบทสำคัญของประวัติศาสตร์ ลิเวอร์พูล ภายใต้การบริหารของ FSG
ติดตามข่าวสารจากสโมสรได้ที่
เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของลิเวอร์พูล
อ่านข่าวฟุตบอลเพิ่มเติมได้ที่
ข่าวฟุตบอลล่าสุด
และติดตามข่าว ลิเวอร์พูล เพิ่มเติมได้ที่
ข่าวลิเวอร์พูล
