เปิดงบการเงิน ‘เชลซี’ ยุคท็อดด์ โบห์ลี่ ขาดทุนยับเยิน เสี่ยงชวดแชมเปี้ยนส์ลีก หนี้พุ่ง ดอกเบี้ยบานตะไท
BK8 – ไขปริศนาการเงิน ‘เชลซี’ ยุค BlueCo: เดิมพันระดับพันล้าน กับอนาคตที่แขวนบนเส้นด้าย – แทงบอล
เป็นเวลา 4 ฤดูกาลแล้วที่ เชลซี เปลี่ยนมือจาก โรมัน อบราโมวิช สู่กลุ่มทุน BlueCo นำโดย Clearlake Capital และ ท็อดด์ โบห์ลี่ การเข้ามาของพวกเขามาพร้อมเม็ดเงินลงทุนมหาศาลกว่า 4 พันล้านปอนด์ (รวมค่าซื้อสโมสร 2.35 พันล้านปอนด์ และเงินลงทุนที่รับปากไว้อีก 1.7 พันล้านปอนด์) เพื่อพลิกโฉมสโมสรให้ทันสมัยสไตล์อเมริกัน แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับกลายเป็นฝันร้าย ทั้งผลงานในสนามที่ตกต่ำ และตัวเลขขาดทุนมหาศาลที่ส่อเค้าว่าจะเป็นวิกฤตระยะยาว
ทุ่มแหลกแตะพันล้าน: ยุทธศาสตร์ ‘เด็กปั้น’ ที่ยังไม่ผลิดอกออกผล
BlueCo ดำเนินกลยุทธ์กว้านซื้อนักเตะดาวรุ่งอายุน้อยด้วยค่าตัวแพงลิ่ว เซ็นสัญญายาว 7-8 ปี เพื่อหวังผลกำไรจากการขายในอนาคต รวมเม็ดเงินกว่า 1.86 พันล้านปอนด์ที่ทุ่มไปในตลาดนักเตะ (เฉพาะนักเตะอายุ 24 ปีหรือต่ำกว่าทะลุ 1 พันล้านปอนด์ไปแล้ว)
แต่ “การลงทุนกับอนาคต” ครั้งนี้ กลับยังไม่ส่งผลถึงปัจจุบัน เชลซีทำผลงานย่ำแย่ ล่าสุดแพ้รวด 4 นัดโดยยิงไม่ได้เลย เสี่ยงชวดพื้นที่ แชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นปีที่ 3 ในรอบ 4 ปี ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้มหาศาลที่สโมสรควรจะได้รับ
ตัวเลขขาดทุนที่แท้จริง: มากกว่าที่ตาเห็น
แม้จะมีการขายโรงแรมและทีมหญิงเพื่อตกแต่งบัญชีให้รอดพ้นกฎการเงิน (PSR) ของพรีเมียร์ลีก แต่เมื่อกางบัญชีที่รายงานต่อ ยูฟ่า (UEFA) ซึ่งเข้มงวดกว่า เชลซีกลับมีตัวเลขขาดทุนพุ่งสูงถึง 342 ล้านปอนด์ และหากดูงบการเงินของบริษัทแม่ระดับบนสุดอย่าง ’22 Holdco’ ตัวเลขขาดทุนทะลุ 700.8 ล้านปอนด์ไปแล้ว!
ยิ่งไปกว่านั้น รายได้เชิงพาณิชย์ของเชลซีกลับ “หยุดนิ่ง” สวนทางกับสโมสรคู่แข่งในกลุ่ม Big Six พวกเขาไม่มีสปอนเซอร์คาดอกเสื้อมาเป็นเวลานาน สัญญาผลิตชุดแข่งกับ Nike ที่เซ็นยาวถึงปี 2032 ก็สร้างรายได้เติบโตเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับทีมชั้นนำอื่นๆ ทั่วยุโรป
ระเบิดเวลาหนี้สิน: ดอกเบี้ยมหาโหดที่รอวันปะทุ
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ “หนี้สิน” ที่กลุ่มทุน BlueCo กู้มาเพื่อเป็นทุนหมุนเวียน แม้สโมสรเชลซีจะปลอดหนี้บนหน้ากระดาษ แต่ภาระทั้งหมดตกอยู่ที่บริษัทแม่
-
หนี้ก้อนแรก 800 ล้านปอนด์: เป็นเงินกู้ระยะสั้น ดอกเบี้ยราว 56 ล้านปอนด์ต่อปี
-
หนี้ก้อนที่สอง 500 ล้านปอนด์ (Ares Loan): นี่คือ “ระเบิดเวลา” ของจริง เป็นเงินกู้แบบ PIK (Payment-in-kind) ที่ไม่มีการจ่ายดอกเบี้ยด้วยเงินสด แต่ดอกเบี้ยจะถูกนำไปทบต้นทบดอกไปเรื่อยๆ จนกว่าจะครบกำหนดชำระในปี 2033 ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่สูงลิ่ว (ประมาณ 11.23%) คาดว่าเมื่อถึงกำหนดชำระ หนี้ก้อนนี้จะพุ่งทะยานสูงถึง 1.4 พันล้านปอนด์!
ทางออกหรือทางตัน?
เพื่อให้รอดพ้นวิกฤตและสร้างกำไรให้กลุ่มนักลงทุน (เป้าหมายหลักของกองทุน Private Equity) มูลค่าของเชลซีจะต้องพุ่งทะยานไปถึง 5.1 พันล้านปอนด์ภายในปี 2033 แต่ด้วยสถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งรายได้ที่ไม่เติบโต ผลงานในสนามที่ตกต่ำ และปัญหาเรื่องสนามสแตมฟอร์ด บริดจ์ ที่ยังไม่ได้ข้อสรุป หนทางไปสู่จุดนั้นดูริบหรี่
หากเชลซียังคงชวดตั๋ว แชมเปี้ยนส์ ลีก อย่างต่อเนื่อง และสุ่มเสี่ยงต่อการโดนลงโทษจาก ยูฟ่า ทางออกที่เจ็บปวดที่สุดและอาจหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ “การขายซูเปอร์สตาร์” อย่าง โคล พาลเมอร์ หรือ เอนโซ่ เฟร์นานเดซ เพื่อพยุงฐานะทางการเงิน
เดิมพันพันล้านของ BlueCo ครั้งนี้ กำลังสั่นคลอนรากฐานของ เชลซี อย่างหนัก แฟนบอลสิงห์บลูส์คงต้องลุ้นกันเหนื่อย ว่าบทสรุปของตำนานหน้าใหม่บทนี้ จะจบลงด้วยชัยชนะ หรือวิกฤตการเงินครั้งประวัติศาสตร์
