โปเช็ตติโน พูดถึง แมนซิตี้: “ถ้าผิดจริง 114 ข้อหา นี่คือช่วงเวลาแห่งการหลอกลวง”
เมาริซิโอ โปเช็ตติโน ผู้จัดการทีมชาติสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า หากผลตัดสินว่าการละเมิดกฎของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เกิดขึ้นจริง ก็จะสะท้อนว่า พรีเมียร์ลีก เคยผ่าน “ช่วงเวลาแห่งการหลอกลวง” มาแล้วช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์
ก่อนเกมอุ่นเครื่องที่สหรัฐฯ จะพบกับ ชิลี ในวันจันทร์ โปเช็ตติโน ถูกถามถึงข่าวที่ เดอะ แอธเลติก รายงานเป็นรายแรกว่า คณะกรรมการอิสระตัดสินว่า ซิตี้ มีความผิดเกือบทั้งหมดจากข้อกล่าวหา 115 ข้อ ซึ่งเกี่ยวข้องกับช่วงระหว่างปี 2009 ถึง 2018
เมื่อถูกถามว่าบทลงโทษแบบใดจึงจะเหมาะสมและยุติธรรม โปเช็ตติโนยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ตอบได้ยากมาก

โปเช็ตติโนถามตรง ๆ แล้วบทลงโทษที่ยุติธรรมคืออะไร?
“บทลงโทษแบบไหนถึงจะยุติธรรม?” โปเช็ตติโนกล่าวเป็นภาษาสเปน ซึ่งเป็นภาษาแม่ของเขา
เขายกตัวอย่างสโมสรอย่าง น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ และ เอฟเวอร์ตัน ซึ่งก็เคยมีคดีเกี่ยวกับการละเมิดกฎทางการเงินเช่นกัน แม้จะเป็นคนละสถานการณ์และคนละลักษณะของคดี แต่สุดท้ายพวกเขาก็ได้รับบทลงโทษทั้งการตัดคะแนนและบทลงโทษทางเศรษฐกิจ
“มันยากมาก เพราะมีสโมสรอื่นอย่าง น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ และ เอฟเวอร์ตัน ซึ่งไม่ได้อยู่ในสถานการณ์เดียวกัน เป็นคนละคดีกัน แต่กฎก็ถูกละเมิด และพวกเขาก็ถูกลงโทษด้วยการตัดคะแนน หรือบทลงโทษทางการเงิน และอื่น ๆ”
สิ่งที่ทำให้ โปเช็ตติโน ประหลาดใจมากที่สุดไม่ใช่เพียงจำนวนข้อกล่าวหา แต่คือคำถามว่าทำไมระบบควบคุมของลีกจึงปล่อยให้เรื่องเหล่านี้ดำเนินมาถึงจุดนี้
“สิ่งที่ทำให้คุณตกตะลึงคือ เมื่อมีคำตัดสินออกมาแล้วระบุว่ามีการละเมิดกฎถึง 114 ข้อ”
“ได้อย่างไร? มันเกิดขึ้นได้อย่างไร?”
สำหรับเขา คำถามสำคัญจึงไม่ได้มีเพียงว่าใครเป็นคนทำผิดหรือใครละเมิดกฎ แต่ยังรวมถึงคนที่มีหน้าที่ควบคุมและตรวจสอบด้วย
“สิ่งสำคัญที่สุดคือเราจะจัดการแก้ไขเรื่องนี้อย่างไร เพราะมันไม่ได้เกี่ยวกับแค่ว่าใครเป็นคนละเมิด ใครเป็นคนทำผิดกฎเท่านั้น แล้วระบบควบคุมล่ะ?”
“พวกเขาอยู่ที่ไหน? นั่นคือสิ่งที่กระทบใจผมมากที่สุด ระบบควบคุมอยู่ที่ไหน?”
โปเช็ตติโนเคยบอกว่า สเปอร์สควรได้แชมป์พรีเมียร์ลีก
ก่อนหน้านี้ในเดือนนี้ โปเช็ตติโน เคยพูดถึงสถานการณ์ของ ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ส หลัง เชลซี ถูกตัดสินว่าละเมิดกฎของการแข่งขัน
สเปอร์ส ของเขาจบฤดูกาล 2016-17 ด้วยอันดับ 2 ตามหลัง เชลซี และก่อนหน้านี้กุนซือชาวอาร์เจนตินาเคยกล่าวว่า หากข้อกล่าวหาต่อ เชลซี เป็นความจริง ท็อตแนมก็ควรได้รับการยกให้เป็นแชมป์ในฤดูกาลนั้น
“ผมเคยพูดไปแล้วว่าเราควรได้แชมป์หนึ่งรายการ แชมป์พรีเมียร์ลีกหนึ่งสมัย” โปเช็ตติโนกล่าวกับผู้สื่อข่าวในสหราชอาณาจักร
“เราควรได้รับการมอบแชมป์ หากเรื่องนั้นเป็นความจริงและเกิดขึ้นจริง เราก็คู่ควรที่จะเป็นแชมป์ในปีนั้น เพราะเราเป็นทีมที่ดีที่สุดอันดับสอง”
เมื่อกลับมาพูดถึงสถานการณ์ของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในวันจันทร์ โปเช็ตติโนก็ย้อนถึงช่วงเวลาที่ ท็อตแนม ของเขาต้องปฏิบัติตามกฎทางการเงินของพรีเมียร์ลีกอย่างเคร่งครัด
เขาชี้ให้เห็นว่า สเปอร์ส ไม่ได้เซ็นสัญญานักเตะเลยในตลาดซื้อขายสองช่วงติดต่อกัน คือช่วงซัมเมอร์ปี 2018 และตลาดเดือนมกราคม 2019 เพราะสโมสรต้องทุ่มทรัพยากรจำนวนมากไปกับการก่อสร้างสนามแห่งใหม่
“ทำไมกฎถึงเข้มงวดกับเรา แต่ดูเหมือนจะไม่เท่ากันกับบางทีม?”
โปเช็ตติโนจึงตั้งคำถามถึงความสม่ำเสมอในการบังคับใช้กฎ โดยเฉพาะเมื่อมองย้อนกลับไปยังช่วงเวลาที่เขาคุมทีม ท็อตแนม
“ถ้าสโมสรอย่างเราอย่าง ท็อตแนม ซึ่งเคยแข่งขันเพื่อแชมป์ เคยแข่งขันกับทีมชั้นนำเหล่านั้น และจบในท็อปโฟร์ทุกปี รวมถึงเข้าถึงรอบรองชนะเลิศแชมเปียนส์ ลีก ทั้งที่เราไม่สามารถเซ็นนักเตะได้เลยเป็นเวลา 18 เดือน เพราะเราต้องปฏิบัติตามกฎที่พรีเมียร์ลีกกำหนดขึ้น”
“แล้วระบบควบคุมเหล่านั้นจะเข้มงวดกับเราได้อย่างไร แต่กลับเข้มงวดกับบางสโมสรน้อยกว่ามาก?”
สำหรับ โปเช็ตติโน ความแตกต่างดังกล่าวทำให้เขารู้สึกว่าสถานการณ์ทั้งหมดดูผิดปกติและซับซ้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ
“นั่นคือเหตุผลที่ผมบอกว่าทั้งเรื่องนี้แปลกมาก และนั่นคือปัญหา ทุกอย่างเริ่มคลุมเครือมาก และมันยากมากที่จะสรุปอะไรออกมา”
ถ้าผิดจริง 114 ข้อหา นี่คือ “ช่วงเวลาแห่งการหลอกลวง”
จากนั้น โปเช็ตติโน ขยับคำพูดไปยังประเด็นที่ใหญ่กว่าเรื่องบทลงโทษ นั่นคือผลกระทบต่อฟุตบอลอังกฤษในภาพรวม
“ถ้ามันเป็นความจริงว่ามีการละเมิดกฎ 114 ข้อ เราก็ใช้ชีวิตอยู่ในช่วงเวลาแห่งการหลอกลวง”
อย่างไรก็ตาม เขายอมรับตรง ๆ ว่าไม่รู้ว่าบทลงโทษที่เหมาะสมควรเป็นอะไร
“ดังนั้น ไม่ว่าบทลงโทษสุดท้ายจะออกมาเป็นอย่างไร… ผมไม่รู้ มันเป็นเรื่องที่ยากมาก”
โปเช็ตติโน ยังมองว่าความเสียหายบางส่วนอาจไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขได้อีกแล้ว
“มันเป็นไปไม่ได้ที่จะย้อนกลับไป ผมไม่รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้จริงหรือไม่ แต่ผมคิดว่าความเสียหายเกิดขึ้นไปมากแล้ว”
เขาให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับช่วงเวลาการแพร่ระบาดของโควิด-19 เพราะสโมสรจำนวนมากยังคงพยายามปฏิบัติตามกฎ ในขณะที่บางทีมอาจตัดสินใจแตกต่างออกไป โดยคิดถึงบทลงโทษที่จะตามมาในอนาคต
“โดยเฉพาะเรื่องการควบคุมในช่วงการแพร่ระบาด เพราะท้ายที่สุดแล้วมีหลายสโมสรที่ปฏิบัติตามกฎ และบางสโมสรไม่ได้ทำแบบนั้น บางทีพวกเขาอาจกำลังคิดถึงบทลงโทษที่จะเกิดขึ้นหลังจากผ่านไปหลายปีว่า ‘มันจะเกิดอะไรขึ้น? จะเป็นโทษทางการเงินหรือการตัดคะแนน?’”
สำหรับเขา คำตอบยังไม่มีความชัดเจน
“ผมไม่รู้ มันยากมากจริง ๆ”
“สิ่งที่เราเคยฉลอง อาจไม่ใช่สิ่งที่เราคิดว่ามันเป็น”
ในอีกช่วงหนึ่งของการให้สัมภาษณ์ โปเช็ตติโน ถ่ายทอดความรู้สึกออกมาในเชิงเศร้ามากกว่าความโกรธ
“มันน่าเศร้า น่าเศร้าอย่างมาก เพราะท้ายที่สุดแล้ว เราเข้าสู่สถานการณ์ที่สิ่งที่เคยถูกเฉลิมฉลอง อาจไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดว่ามันเป็น”
คำพูดของเขาตั้งคำถามกับวิธีที่โลกฟุตบอลมองความสำเร็จในอดีต หากพบว่าการแข่งขันไม่ได้เกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน
“สิ่งที่ดูดีมาก บางทีมันอาจไม่ได้ดีอย่างที่เราคิด และสิ่งที่ดูไม่ดี บางทีจริง ๆ แล้วอาจเป็นสิ่งที่ดี แต่เราไม่สามารถมองว่ามันดีได้ เพราะ ‘ความดี’ อีกด้านหนึ่งเกิดขึ้นจากการทำผิดกฎ”
โปเช็ตติโนจึงมองว่าสิ่งสำคัญกว่าการหาคำตอบว่าใครควรได้แชมป์ คือการตอบคำถามว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นกับความยุติธรรมทางกีฬาในช่วงเวลานั้น จะเยียวยาอย่างไร
“ท้ายที่สุดแล้ว เราใช้ชีวิตอยู่ในช่วงเวลาที่ไม่มีความยุติธรรมทางกีฬา”
“แล้วคุณจะชดเชยความเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้นได้อย่างไร หากข้อกล่าวหาทั้ง 114 ข้อนั้นพิสูจน์ได้ว่าเป็นความจริง?”
หวังว่าคดีนี้จะทำให้ฟุตบอลแข่งขันกันอย่างยุติธรรมขึ้น
แม้จะวิจารณ์สถานการณ์อย่างหนัก แต่ โปเช็ตติโน ก็ไม่ได้จบการพูดถึงเรื่องนี้ด้วยความสิ้นหวังเพียงอย่างเดียว
เขามองว่าบทเรียนจากเหตุการณ์ทั้งหมดควรถูกนำไปใช้เพื่อทำให้การแข่งขันในอนาคตมีความยุติธรรมมากขึ้น
“หวังว่าในอนาคต เรื่องนี้จะช่วยทำให้ทุกอย่างยุติธรรมที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อให้ทุกคนสามารถแข่งขันกันได้อย่างยุติธรรมและอยู่บนเงื่อนไขที่เท่าเทียมกัน โดยอาศัยความสามารถและความคิดสร้างสรรค์ของตัวเอง”
สำหรับเขา หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การทำให้ทุกสโมสรต้องแข่งขันภายใต้กติกาเดียวกัน ไม่ใช่เพียงการกำหนดบทลงโทษย้อนหลัง
“สเปอร์สกับเชลซีไม่ได้แข่งขันกันด้วยเงื่อนไขเดียวกัน”
โปเช็ตติโน ยังย้อนกลับไปถึงเรื่องที่เขาเคยพูดเกี่ยวกับ ท็อตแนม และ เชลซี ซึ่งเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ไม่นาน
“อย่างที่ผมพูดถึง เชลซี และ ท็อตแนม ทั้งสองทีมไม่ได้แข่งขันกันภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน”
อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่าถ้าพูดเพียงเรื่องผลงานในสนาม เชลซีคือทีมที่จบฤดูกาลได้ดีกว่า
“ทีมไหนดีกว่ากัน? แน่นอนว่า เชลซี ดีกว่า เชลซี ได้คะแนนมากกว่า แต่พวกเขาทำแบบนั้นในขณะที่ละเมิดกฎ ใช่ไหม?”
นั่นเองทำให้เกิดคำถามว่าจริง ๆ แล้วเราควรวัดความสำเร็จของทีมอย่างไร หากเงื่อนไขที่ใช้แข่งขันไม่เหมือนกัน
“แล้วคุณจะวัดเรื่องนั้นอย่างไร? ความเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้น มันยากมากที่จะประเมินเป็นตัวเลข”
ในมุมของ โปเช็ตติโน นี่จึงไม่ใช่เพียงปัญหาของถ้วยรางวัลหรือบทลงโทษที่จะเกิดขึ้น แต่เป็นปัญหาที่กระทบต่อความหมายของการแข่งขันในอดีตด้วย
สุดท้าย โปเช็ตติโนขอรอดูว่าอะไรจะเกิดขึ้น
ถึงแม้จะมีคำถามมากมายเกี่ยวกับบทลงโทษ ความเสียหาย และความยุติธรรมทางกีฬา แต่ โปเช็ตติโน ยอมรับว่าเวลานี้ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน
เขายังย้ำว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ น่าจะมีกระบวนการอุทธรณ์ของตัวเอง และผลลัพธ์สุดท้ายของเรื่องนี้ยังไม่เกิดขึ้น
“ดังนั้น เราจะรอดูและรอดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราจะใจเย็น และรอดูว่าอะไรจะเกิดขึ้น”
คำพูดของ โปเช็ตติโน จึงสะท้อนมุมมองของอดีตกุนซือพรีเมียร์ลีกที่เคยอยู่ในระบบการแข่งขันช่วงเวลาที่กำลังถูกตรวจสอบโดยตรง
เขาเคยคุมทั้ง เซาแธมป์ตัน และ ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ส ในช่วง 9 ฤดูกาลที่อยู่ในขอบเขตของการสอบสวน และหนึ่งในประเด็นที่เขายกขึ้นมาคือความแตกต่างระหว่างสโมสรที่ต้องปฏิบัติตามกฎอย่างเคร่งครัด กับคำถามว่าระบบตรวจสอบของลีกสามารถทำหน้าที่ได้ทั่วถึงเพียงใด
ขณะเดียวกัน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยังอยู่ในกระบวนการทางกฎหมาย และบทลงโทษยังไม่ได้ถูกกำหนด ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นในวันจันทร์จึงยังเป็นเพียงอีกหนึ่งเสียงจากโลกฟุตบอลที่กำลังตั้งคำถามต่อคดีใหญ่ที่สุดคดีหนึ่งของพรีเมียร์ลีก
สิ่งที่เหลือจากนี้คือการรอดูว่า กระบวนการอุทธรณ์จะเปลี่ยนแปลงผลตัดสินหรือไม่ และบทลงโทษที่ตามมาจะมีหน้าตาอย่างไร
เพราะสุดท้ายแล้ว คำถามที่ โปเช็ตติโน ทิ้งไว้ไม่ได้มีเพียงว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จะโดนลงโทษแค่ไหน แต่ยังรวมถึงคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า หากกฎถูกละเมิดจริง ความยุติธรรมของการแข่งขันในช่วงเวลานั้นควรถูกฟื้นฟูอย่างไร


