เชลซี ต้องแก้อะไรมากกว่าการได้ มาร์ติเนซ หากหวังลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก
เพียง 5 ชั่วโมงหลังเชลซียืนยันการคว้าตัว เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ อย่างเป็นทางการ ผู้รักษาประตูทีมชาติอาร์เจนตินาก็เดินลงสนามที่สแตมฟอร์ด บริดจ์เพื่อประเดิมสนามทันทีในเกมพบไบรท์ตัน
อลอนโซ่ตัดสินใจส่งมาร์ติเนซลงเป็นตัวจริงทันที แม้การประกาศการย้ายทีมจะเกิดขึ้นใกล้กับเวลาเริ่มการแข่งขันอย่างมาก
แต่ความจริงคือ มาร์ติเนซผ่านการตรวจร่างกายและลงซ้อมกับเพื่อนร่วมทีมใหม่มาก่อนแล้ว หลังดีลเสร็จสิ้นก่อนเส้นตายการลงทะเบียน เพียงแต่การประกาศอย่างเป็นทางการถูกเลื่อนออกไปด้วยเหตุผลด้านการตลาด
ในเกมดังกล่าว เชลซีเอาชนะไบรท์ตันไป 4-3 และแทบไม่มีใครตำหนิมาร์ติเนซกับสามประตูที่เสียไป
สถานการณ์แตกต่างจากเกมก่อนหน้านี้อย่างชัดเจน เมื่อโรเบิร์ต ซานเชซมีส่วนผิดกับประตูแรก และอาจรวมถึงประตูที่สองในเกมที่เชลซีชนะฟูแล่ม 3-2
อย่างไรก็ตาม แม้จะเก็บชัยชนะได้ทั้งหมด เชลซีก็เสียไปแล้ว 5 ประตูจาก 2 นัดแรก
นี่คือสิ่งที่ทำให้คำถามสำคัญเริ่มเกิดขึ้นว่า ถ้าเชลซีต้องการก้าวจากทีมที่มีเกมรุกน่าตื่นเต้นไปเป็นทีมลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกจริง ๆ พวกเขาต้องแก้มากกว่าตำแหน่งผู้รักษาประตูหรือไม่
คำตอบดูเหมือนจะเป็น “ใช่” อย่างชัดเจน

เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซจะช่วยเชลซีได้หรือไม่?
มาร์ติเนซมีประวัติที่น่าเชื่อถืออย่างมาก เขาเคยคว้ารางวัลผู้รักษาประตูยอดเยี่ยมของฟีฟ่ามาแล้ว 2 ครั้ง และเป็นส่วนหนึ่งของทีมชาติอาร์เจนตินาชุดคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2022
ล่าสุดเขายังช่วยแอสตัน วิลล่าคว้าแชมป์ยูโรปา ลีกในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาอีกด้วย
ดังนั้นการที่เชลซีเลือกดึงเขาเข้ามาจึงไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนผู้รักษาประตูธรรมดา แต่เป็นความพยายามเพิ่มบุคลิก ความเป็นผู้นำ และประสบการณ์ระดับสูงให้แนวรับ
ชาบี อลอนโซ่เองก็แสดงความพอใจกับผลกระทบในช่วงแรกของผู้รักษาประตูชาวอาร์เจนตินา
“ผมมีความสุขกับผลกระทบแรกของเขา เขาอยู่กับเรามา 48 ชั่วโมง ดังนั้นเราจะมีเวลาทั้งสัปดาห์เพื่อเตรียมตัวสำหรับเกมต่อไป และเราจะสัมผัสได้ถึงตัวตนของเขามากขึ้นทุกวัน เพราะเขามีบุคลิกและออร่าที่สามารถส่งอิทธิพลเชิงบวกต่อทีม”
สิ่งที่แตกต่างจากโรเบิร์ต ซานเชซคือประสบการณ์และความสำเร็จในระดับสูงของมาร์ติเนซ
ซานเชซย้ายจากไบรท์ตันมาเชลซีด้วยค่าตัว 25 ล้านปอนด์ในปี 2023 และแม้สถิติหลายด้านของเขาจะอยู่ในระดับที่น่าพอใจ แต่ความผิดพลาดหลายครั้ง โดยเฉพาะในฤดูกาล 2024-25 ทำให้เขาเสียตำแหน่งไปชั่วคราวให้ทั้งดอร์เฮ เปโตรวิชและฟิลิป ยอร์เกนเซ่น ก่อนกลับมายึดตัวจริงอีกครั้ง
แม้ฤดูกาลที่ผ่านมา ซานเชซจะทำผิดพลาดจนเสียประตูเพียงครั้งเดียว เทียบกับมาร์ติเนซที่ทำถึง 3 ครั้งกับแอสตัน วิลล่า แต่สถานการณ์ในตอนนี้เปลี่ยนไปแล้ว
ซานเชซกลายเป็นนักเตะที่เชลซีพร้อมปล่อยออกจากทีม และตกลงไปอยู่ถึงอันดับสี่ในลำดับผู้รักษาประตูของสโมสร
เมื่อถูกถามถึงอนาคตของซานเชซ อลอนโซ่ตอบเพียงว่า
“เราจะได้เห็นกัน บางครั้งคุณก็ต้องตัดสินใจเรื่องยาก ๆ”
มันเป็นจุดจบที่ค่อนข้างโหดร้ายสำหรับผู้รักษาประตูชาวสเปน เพราะก่อนหน้านี้ทั้งอลอนโซ่และผู้บริหารระดับสูงของเชลซีต่างเคยสนับสนุนเขาอย่างเปิดเผยและเป็นการส่วนตัว
ตัวเลขก็สนับสนุนการเลือกมาร์ติเนซ
เมื่อย้อนดูข้อมูลจากฤดูกาลที่ผ่านมา มาร์ติเนซมีตัวเลขพื้นฐานที่ดีกว่าซานเชซในหลายด้าน แม้เขาจะทำผิดพลาดจนเสียประตูมากกว่าก็ตาม
มาร์ติเนซเสียประตูน้อยกว่า มีเปอร์เซ็นต์การเซฟสูงกว่า ป้องกันประตูได้มากกว่าเมื่อเทียบกับคุณภาพของโอกาสยิงที่ต้องเผชิญ และมีสถิติการจ่ายบอลแม่นยำกว่าค่อนข้างชัดเจน
นั่นหมายความว่าหากมองเฉพาะคุณภาพโดยรวม มาร์ติเนซอาจเพิ่มความแข็งแกร่งให้เชลซีได้มากกว่าเดิม
และเจ้าตัวก็รู้ดีว่าความคาดหวังที่สแตมฟอร์ด บริดจ์สูงแค่ไหน
หลังย้ายทีม เขาถึงกับขออนุญาตจอห์น เทอร์รี่เพื่อสวมเสื้อหมายเลข 26 ซึ่งเป็นหมายเลขที่อดีตกัปตันเชลซีเคยใช้
มาร์ติเนซกล่าวว่าเขาได้พูดคุยกับตำนานของสโมสรอย่างจอห์น เทอร์รี่และปีเตอร์ เช็ก เพื่อทำความเข้าใจถึงความยิ่งใหญ่ของเชลซี
“ผมรู้ว่าสโมสรแห่งนี้ใหญ่แค่ไหน และรู้ว่าเราต้องการบรรลุอะไรในฤดูกาลนี้ ผมมาที่นี่เพื่อช่วย ผมมาที่นี่เพื่อท้าทายและพยายามคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก”
ประโยคดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าเป้าหมายของเขาชัดเจนมาก
เขาไม่ได้ย้ายมาเพื่อช่วยเชลซีจบอันดับดีขึ้นเล็กน้อย
เขามาเพื่อพยายามคว้าแชมป์
แต่เชลซีมีปัญหามากกว่าผู้รักษาประตู
ชัยชนะ 4-3 เหนือไบรท์ตันเป็นภาพสะท้อนที่ดีของเชลซีในเวลานี้
ทีมมีเกมรุกที่น่ากลัวมาก แต่การควบคุมเกมและความแน่นอนในเกมรับยังห่างจากมาตรฐานของทีมลุ้นแชมป์
เชลซีครองบอลเพียง 25.9 เปอร์เซ็นต์ในเกมพบไบรท์ตัน
นี่เป็นตัวเลขการครองบอลที่ต่ำที่สุดในเกมพรีเมียร์ลีกที่อลอนโซ่คุมทีม ไม่ว่าจะเป็นช่วงทำงานกับเชลซี, ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น หรือเรอัล มาดริด
ยิ่งน่าตกใจเมื่อดูจำนวนการจ่ายบอล เพราะเชลซีต่อบอลสำเร็จเพียง 146 ครั้ง
นี่เป็นตัวเลขต่ำที่สุดที่สโมสรเคยทำได้ในเกมพรีเมียร์ลีกนับตั้งแต่มีการเก็บสถิติอย่างเป็นระบบตั้งแต่ฤดูกาล 2003-04
สำหรับทีมที่ต้องการท้าชิงแชมป์ลีก นี่เป็นสัญญาณที่น่ากังวล
การมีผู้รักษาประตูที่ดีขึ้นสามารถช่วยหยุดบางโอกาสของคู่แข่งได้ แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาที่ต้นเหตุทั้งหมดได้
แดนกลางของเชลซีกำลังมีปัญหา
ปัญหาใหญ่ที่สุดอีกด้านคือแดนกลาง
ในเกมกับไบรท์ตัน สถานการณ์ของเอ็นโซ เฟร์นานเดซยังคงไม่แน่นอน หลังเขาถูกแยกออกจากทีมชุดใหญ่เป็นนัดที่สอง และแมนเชสเตอร์ ซิตี้คาดว่าจะยื่นข้อเสนอก่อนเส้นตายตลาดซื้อขาย
ขณะเดียวกันมอยเซส ไกเซโด้ก็มีข้อสงสัยเรื่องสภาพร่างกาย และท้ายที่สุดต้องถูกเปลี่ยนตัวออกเพียง 11 นาทีหลังจากลงมาเป็นตัวสำรอง
เชลซีจึงต้องใช้มาโล กุสโตและโรเมโอ ลาเวียลงเล่นในแดนกลาง
จอร์แดน เฮนเดอร์สันเองก็ไม่พร้อมใช้งานเนื่องจากอาการบาดเจ็บ ขณะที่วาเลนติน บาร์โก้ยังไม่ได้รับความไว้วางใจมากพอที่จะออกสตาร์ตเกมพรีเมียร์ลีก
เมื่อมองรวมกันแล้ว นี่คือเหตุผลที่เชลซีกำลังสำรวจความเป็นไปได้ในการคว้าลามีน กามาร่าจากโมนาโก
สโมสรต้องการมีแผนสำรองหากเอ็นโซ เฟร์นานเดซย้ายไปแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งอาจมีค่าตัวสูงกว่า 120 ล้านปอนด์

ระบบกองหลังสามคนยังต้องใช้เวลา
อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เกมรับของเชลซีดูมีปัญหาคือการเปลี่ยนรูปแบบการเล่น
ฤดูกาลที่ผ่านมา เชลซีใช้งานระบบกองหลังสี่คนเป็นหลัก แต่อลอนโซ่กำลังทดลองใช้กองหลังสามคนมากขึ้น
การเปลี่ยนรูปแบบดังกล่าวยังไม่ลงตัว และเมื่อแดนกลางไม่มีผู้เล่นช่วยป้องกันมากพอ เซนเตอร์แบ็กอย่างเวสลีย์ โฟฟาน่า, มักซ์แซงซ์ ลาครัวซ์ และเลวี โคลวิลล์จึงดูเปราะบางในหลายจังหวะ
ช่องว่างระหว่างแนวรับกับแดนกลางเปิดกว้างเกินไปในบางช่วง และเมื่อคู่แข่งเปลี่ยนจากรุกเป็นรับอย่างรวดเร็ว เชลซีมีปัญหาในการจัดโครงสร้างตัวเองกลับมา
มาร์ติเนซสามารถช่วยจัดการกับปัญหาบางส่วนได้ด้วยประสบการณ์ การสั่งการแนวรับ และความสามารถในการเล่นกับบอล
แต่เขาไม่สามารถปิดทุกช่องว่างที่เกิดขึ้นหน้ากรอบเขตโทษได้
เชลซีมีเกมรุกที่น่ากลัวมาก
สิ่งหนึ่งที่ทำให้เชลซียังคงรักษาสถิติชนะ 100 เปอร์เซ็นต์เอาไว้ได้คือเกมรุก
พวกเขายิงไปแล้ว 7 ประตูจากสองเกมแรกของพรีเมียร์ลีก
แนวรุกของอลอนโซ่มีคุณภาพเพียงพอที่จะเอาชนะคู่แข่งได้แม้ทีมจะเสียประตูง่ายก็ตาม
มาร์ติเนซเองก็พูดถึงเรื่องนี้หลังเกมประเดิมสนามว่า ผู้เล่นสามคนในแนวรุกนั้นน่ากลัวมาก และเมื่อเชลซีเดินหน้า พวกเขาสามารถทำร้ายคู่แข่งได้
“แนวรุกสามคนยอดเยี่ยมมาก เมื่อเราเดินหน้า เราสามารถทำร้ายทีมต่าง ๆ ได้ เรามีโอกาสมากมายที่จะปิดเกม โคล พาลเมอร์และชูเอา เปโดรมีโอกาสฆ่าเกมได้ แต่ในแนวรับเราต้องลดจำนวนประตูที่เสียให้ได้”
นี่คือประโยคที่อธิบายเชลซีในเวลานี้ได้ดีที่สุด
พวกเขามีความสามารถในการยิงประตูมากพอที่จะเอาชนะเกม
แต่ยังไม่มีความสามารถในการควบคุมเกมมากพอที่จะทำให้การแข่งขันอยู่ภายใต้การควบคุม
18 นัดติดต่อกันที่เชลซีเก็บคลีนชีตไม่ได้
ตัวเลขนี้น่ากังวลเป็นพิเศษ
หลังเสีย 3 ประตูให้ไบรท์ตัน เชลซีไม่สามารถเก็บคลีนชีตได้แล้ว 18 นัดติดต่อกัน
นั่นคือสถิติยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1960
สำหรับทีมที่ต้องการลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก นี่เป็นปัญหาที่ไม่สามารถมองข้ามได้
แม้เกมรุกสามารถยิงได้ 3 หรือ 4 ประตูในบางเกม แต่ไม่สามารถคาดหวังว่าจะยิงมากกว่าคู่แข่งได้ตลอดทั้งฤดูกาล
เมื่อการแข่งขันเข้าสู่ช่วงท้ายฤดูกาล ทุกคะแนนจะมีความหมาย และเกมที่เชลซีสามารถชนะ 3-2 หรือ 4-3 ในช่วงต้นซีซั่นอาจกลายเป็นเกมที่พวกเขาจำเป็นต้องควบคุมให้จบด้วยชัยชนะแบบสบาย ๆ หากต้องการแย่งแชมป์กับทีมที่มีความสม่ำเสมอมากกว่า
อลอนโซ่ยังไม่กังวลกับการเสียสามประตู
แม้ตัวเลขจะน่ากังวล แต่อลอนโซ่ไม่ได้มองว่าการเกือบทำเกมที่นำ 3 ประตูหลุดมือเป็นเรื่องผิดปกติ
“ไม่ ผมคิดว่ามันค่อนข้างเป็นเรื่องปกติ มันเกิดขึ้นกับหลายทีม ทีมอื่น ๆ ที่ทำงานร่วมกันมานานและมีเกมร่วมกันมากกว่า”
มุมมองของอลอนโซ่แสดงให้เห็นว่าเขายังอยู่ในช่วงสร้างทีมใหม่
เขาต้องการให้ผู้เล่นเรียนรู้การเคลื่อนที่ตามระบบใหม่ ต้องเรียนรู้ว่าจังหวะไหนควรดันสูง จังหวะไหนควรถอย และต้องเข้าใจว่าการเล่นกองหลังสามคนมีรายละเอียดแตกต่างจากระบบเดิมมาก
ข้อดีคือเชลซีมีเวลาฝึกซ้อมเต็มสัปดาห์ในหลายช่วง เพราะฤดูกาลนี้พวกเขาไม่มีฟุตบอลยุโรปมาคั่นกลาง
หากอลอนโซ่สามารถใช้เวลานั้นสร้างความเข้าใจและปรับปรุงโครงสร้างได้ ปัญหาเหล่านี้อาจลดลงในช่วงหลายเดือนต่อจากนี้
แล้วเชลซีมีโอกาสลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกหรือไม่?
ในเวลานี้ คำตอบยังไม่ชัดเจน
สิ่งที่เชลซีมีคือแนวรุกที่สามารถสร้างประตูจำนวนมาก และผู้รักษาประตูระดับโลกที่เพิ่งเข้ามาเติมประสบการณ์
แต่สิ่งที่ยังขาดคือการควบคุมเกม ความสม่ำเสมอ และความแน่นอนในเกมรับ
หากแดนกลางยังมีปัญหา การครองบอลยังต่ำ และแนวรับยังเปิดพื้นที่มากขนาดนี้ ต่อให้มาร์ติเนซช่วยเซฟได้มากขึ้น เชลซีก็ยังยากที่จะรักษามาตรฐานสำหรับการลุ้นแชมป์ตลอด 38 นัด
ทีมระดับแชมป์จำเป็นต้องสามารถชนะเกมยากในวันที่เล่นไม่ดี และต้องรู้จักปิดเกมเมื่อมีโอกาส
เชลซีในเวลานี้ยังอยู่ในช่วงที่สามารถชนะเกมได้ด้วยคุณภาพของแนวรุก แต่ยังไม่ใช่ทีมที่ควบคุมการแข่งขันได้อย่างสม่ำเสมอ
มาร์ติเนซคือชิ้นส่วนหนึ่ง ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด
การคว้าตัวมาร์ติเนซเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล
เขามีประสบการณ์ มีบุคลิก มีความเป็นผู้นำ และมีสถิติส่วนตัวที่แข็งแกร่ง
แต่ถ้าคิดว่าเขาจะเข้ามาแล้วเปลี่ยนเชลซีให้เป็นทีมลุ้นแชมป์ทันที นั่นอาจเป็นการคาดหวังมากเกินไป
เกมกับไบรท์ตันพิสูจน์เรื่องนี้อย่างชัดเจน
มาร์ติเนซทำหน้าที่ของตัวเอง แต่เชลซีก็ยังเสียสามประตู
ดังนั้น สิ่งที่อลอนโซ่ต้องทำต่อจากนี้ไม่ใช่แค่การสลับผู้รักษาประตู แต่ต้องสร้างโครงสร้างเกมรับใหม่ทั้งระบบ
เขาต้องทำให้แดนกลางช่วยป้องกันแนวรับมากขึ้น ต้องลดพื้นที่สำหรับการสวนกลับ และต้องทำให้ทีมสามารถครองบอลและควบคุมจังหวะเกมได้มากกว่าที่เห็นในช่วงแรก
บทสรุป: เชลซีต้องสร้างสมดุลระหว่างเกมรุกกับเกมรับ
เชลซี เริ่มต้นพรีเมียร์ลีกฤดูกาลใหม่ได้อย่างน่าสนใจ เพราะพวกเขายังชนะรวดและยิงได้ถึง 7 ประตูจากสองเกมแรก
แต่ตัวเลขอีกด้านก็บอกเช่นกันว่า ทีมของชาบี อลอนโซ่เสียไปถึง 5 ประตู และยังไม่สามารถเก็บคลีนชีตได้ 18 นัดติดต่อกัน
เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซสามารถช่วยยกระดับตำแหน่งผู้รักษาประตูได้อย่างแน่นอน และประสบการณ์ระดับฟุตบอลโลกกับแอสตัน วิลล่าจะเป็นประโยชน์ต่อแนวรับอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม เขาไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องการครองบอลที่ต่ำเป็นประวัติการณ์ ไม่สามารถแก้ช่องว่างในแดนกลาง และไม่สามารถหยุดคู่แข่งจากการโจมตีพื้นที่ที่เปิดอยู่หน้ากองหลังได้ทุกครั้ง
ถ้าเชลซีต้องการเป็นทีมลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกอย่างจริงจัง พวกเขาต้องทำมากกว่าการเซ็นผู้รักษาประตูระดับท็อป
พวกเขาต้องทำให้ทั้งทีมเล่นเป็นระบบเดียวกัน
ต้องสร้างความมั่นคงในแดนกลาง
ต้องลดความผิดพลาดในเกมรับ
และต้องเรียนรู้วิธีควบคุมเกมหลังจากขึ้นนำ
เพราะการยิงได้ 4 ประตูอาจเพียงพอสำหรับชัยชนะในเดือนสิงหาคม
แต่ในเดือนเมษายนหรือพฤษภาคม เมื่อทุกคะแนนมีความหมาย การเสีย 3 ประตูแทบทุกเกมจะกลายเป็นปัญหาใหญ่
มาร์ติเนซอาจเป็นชิ้นส่วนสำคัญของทีมเชลซีชุดนี้
แต่ถ้าพวกเขาจะไปถึงแชมป์พรีเมียร์ลีกจริง ๆ
ชิ้นส่วนเดียวคงไม่เพียงพอ
อ่านข่าวเชลซีและพรีเมียร์ลีกเพิ่มเติม
ติดตามข่าวเชลซี ข่าวพรีเมียร์ลีก ข่าวย้ายทีม และบทวิเคราะห์ฟุตบอลเพิ่มเติมได้ที่
ข่าวฟุตบอลและบทวิเคราะห์
อ่านข่าวฟุตบอลเพิ่มเติมจากแหล่งข่าวภายนอก:
ข่าวฟุตบอล

