วิเคราะห์ ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ – ลิเวอร์พูล ปัญหาอยู่ที่นักเตะหรือระบบกันแน่
อย่างไรก็ตาม หากมองเรื่องนี้ด้วยสายตาที่ละเอียดขึ้น ปัญหาอาจไม่ได้ง่ายถึงขั้นสรุปว่า “นักเตะฟอร์มตก” หรือ “ย้ายลีกแล้วเล่นไม่ได้” เพราะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นมีความซับซ้อนกว่านั้นอย่างชัดเจน เวียร์ตซ์ไม่ได้เล่นอยู่ในลิเวอร์พูลที่สมบูรณ์แบบ และฟุตบอลของทีมในช่วงเวลาที่ผ่านมาเองก็มีปัญหาเรื่องจังหวะ ความต่อเนื่อง ความมั่นใจ และความสัมพันธ์ระหว่างนักเตะหลายคน
ดังนั้นคำถามที่น่าสนใจกว่าคือ ลิเวอร์พูลกำลังได้เวียร์ตซ์ในเวอร์ชันที่แย่ลง หรือกำลังเห็นเวียร์ตซ์ในสภาพแวดล้อมที่ยังไม่สามารถดึงข้อดีของเขาออกมาได้?

ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ ลิเวอร์พูล ยังไม่ควรถูกตัดสินเร็วเกินไป
สิ่งแรกที่ต้องยอมรับคือ เวียร์ตซ์ยังไม่ได้ทำผลงานได้ตามมาตรฐานที่หลายคนคาดหวัง นั่นเป็นข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ การย้ายจากบุนเดสลีกามาสู่พรีเมียร์ลีกเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และนักเตะเองก็ต้องรับผิดชอบต่อการปรับตัว
แต่ปัญหาอยู่ตรงที่บทวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยกำลังปฏิบัติต่อเวียร์ตซ์ราวกับเขาเป็นชิ้นส่วนเดียวที่ผิดปกติในทีมที่ทุกอย่างทำงานได้อย่างสมบูรณ์
ภาพนั้นไม่สอดคล้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นในสนาม
ลิเวอร์พูลในช่วง 13 เดือนที่ผ่านมาไม่ได้มีความลื่นไหลและความมั่นใจแบบทีมที่สมบูรณ์แบบเหมือนในยุคของเจอร์เกน คล็อปป์ หรือทีมที่คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลแรกของอาร์เนอ สล็อต
จังหวะการเล่นสะดุด
การเชื่อมบอลบางช่วงไม่ต่อเนื่อง
การประสานงานของนักเตะหลายคนยังไม่เป็นธรรมชาติ
และเมื่อโครงสร้างโดยรวมยังไม่ลงตัว คนที่เล่นในพื้นที่สร้างสรรค์อย่างเวียร์ตซ์ย่อมได้รับผลกระทบมากกว่าคนอื่น
นักเตะหมายเลข 10 ไม่สามารถเล่นได้โดยแยกขาดจากทีม
นี่คือหัวใจของเรื่องทั้งหมด
เวียร์ตซ์เป็นนักเตะที่อาศัยจังหวะและปฏิกิริยากับเพื่อนร่วมทีมอย่างมาก เกมของเขาไม่ได้เกิดจากการรับบอลแล้วลากผ่านคู่แข่งทุกครั้ง แต่เป็นเรื่องของการอ่านสถานการณ์ การเคลื่อนที่ การจ่ายบอลเร็ว และการตัดสินใจในช่วงที่แนวรับยังจัดรูปร่างไม่ทัน
นักเตะแบบนี้ต้องการความเข้าใจจากคนรอบข้าง
ต้องการให้เพื่อนรู้ว่าจะวิ่งตรงไหน
ต้องการให้ตัววิ่งริมเส้นเปิดพื้นที่
ต้องการกองหน้าที่เข้าใจว่าจะเชื่อมบอลอย่างไร
และต้องการแดนกลางที่สามารถส่งบอลเข้าสู่พื้นที่อันตรายได้เร็วพอ
เมื่อองค์ประกอบเหล่านี้ไม่ทำงานพร้อมกัน เวียร์ตซ์จะดูเหมือนเล่นช้าลงทันที ทั้งที่บางครั้งตัวปัญหาไม่ได้เริ่มจากเขาเลย
จังหวะหนึ่งกับนิวคาสเซิลอธิบายทุกอย่าง
เกมเสมอนิวคาสเซิล 2-2 เป็นตัวอย่างที่ดีมากของปัญหานี้
ในช่วงครึ่งหลัง เวียร์ตซ์รับบอลบริเวณใกล้เส้นครึ่งสนาม ก่อนพาบอลเข้าไปในพื้นที่ว่างและพยายามผลักบอลให้โคดี กัคโปขยับเข้าด้านในไปยังกรอบเขตโทษ
แต่กัคโปไม่ได้อ่านจังหวะนั้นแบบเดียวกัน บอลจึงไม่สามารถถูกใช้ต่อได้ และถูกตัดไปในที่สุด
ถ้าจะมองแบบผิวเผิน คนดูอาจบอกว่าเวียร์ตซ์จ่ายบอลพลาด หรือกัคโปเคลื่อนที่ช้าเกินไป แต่จริง ๆ แล้วสิ่งที่น่าสนใจกว่าการโทษใครคนหนึ่งคือความจริงที่ว่า ทั้งคู่ยังไม่ได้อยู่บนคลื่นเดียวกัน
นี่คือปัญหาเชิงระบบมากกว่าปัญหาส่วนบุคคล
นักเตะคนหนึ่งต้องการให้เพื่อนวิ่งแบบหนึ่ง ขณะที่อีกคนคาดหวังบอลอีกลักษณะหนึ่ง เมื่อความเข้าใจไม่ตรงกัน เกมรุกก็จะขาดความต่อเนื่องทันที
ปัญหาที่เลเวอร์คูเซนแทบไม่มี
เมื่อย้อนกลับไปดูช่วงที่เวียร์ตซ์เล่นให้ไบเออร์ เลเวอร์คูเซน ความแตกต่างจะชัดเจนมาก
เขาเล่นอยู่ในระบบที่ออกแบบมาอย่างเหมาะสมกับจุดเด่นของตัวเอง ทีมมีโครงสร้างชัดเจน และผู้เล่นรอบตัวเข้าใจว่าควรขยับอย่างไรเมื่อเวียร์ตซ์ได้บอล
แกรนิต ชากาคือหนึ่งในคนที่ช่วยสร้างแหล่งจ่ายบอลจากแดนกลาง และสามารถส่งบอลทะลุแนวรับให้เวียร์ตซ์ได้รับบอลในพื้นที่ที่ได้เปรียบ
ด้านข้างก็มีทั้งอเลฮานโดร กริมัลโดและเยเรมี ฟริมปง ซึ่งไม่ได้แค่ยืนริมเส้นรอบอล แต่ยังเคลื่อนที่เพื่อสร้างพื้นที่ เปิดทางจ่าย และบังคับให้แนวรับคู่แข่งต้องตัดสินใจหลายอย่างพร้อมกัน
ด้านหน้าก็มีระบบการเล่นที่ใช้กองหน้าเป็นจุดเชื่อมมากกว่าจะยืนรออยู่สูงสุดตลอดเวลา
ทั้งหมดนี้สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อเวียร์ตซ์อย่างมาก
ไม่ได้หมายความว่าลิเวอร์พูลต้องเล่นเหมือนเลเวอร์คูเซน
ตรงนี้ต้องแยกให้ชัด เพราะการวิเคราะห์ว่าเวียร์ตซ์เล่นดีที่สุดในระบบของเลเวอร์คูเซน ไม่ได้หมายความว่าลิเวอร์พูลควรลอกระบบนั้นมาใช้
ฟุตบอลสมัยใหม่ไม่ได้ทำงานแบบ “สร้างทีมรอบนักเตะคนเดียว”
สิ่งที่ควรทำคือค้นหาว่าโครงสร้างแบบไหนสามารถทำให้คุณภาพของนักเตะถูกใช้อย่างเต็มที่
เวียร์ตซ์เป็นผลผลิตของสภาพแวดล้อมในเยอรมนี และตอนนี้เขาก็กำลังเป็นผลผลิตของสภาพแวดล้อมในอังกฤษเช่นกัน
ความแตกต่างคือสภาพแวดล้อมสองแห่งนี้กำลังสร้างผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน
นี่อาจเป็นประเด็นสำคัญกว่าการพยายามตัดสินว่าเวียร์ตซ์เป็นนักเตะดีหรือไม่ดีเสียอีก
ทำไมเวียร์ตซ์ถึงดูเล่นช้าลง?
หนึ่งในคำวิจารณ์ที่ได้ยินบ่อยคือเวียร์ตซ์ดูช้าลงจากสมัยอยู่เยอรมนี
เขาเคยมีจังหวะการเล่นที่เบาและเป็นธรรมชาติ รับบอลแล้วขยับไปข้างหน้าทันที ตัดสินใจเร็ว และเชื่อมั่นในสัญชาตญาณของตัวเอง
แต่เมื่อย้ายมาลิเวอร์พูล เกมของเขาดูระมัดระวังมากขึ้น
จับบอลนานขึ้น
ตัดสินใจช้าลง
และดูเหมือนต้องคิดมากขึ้นก่อนเลือกว่าจะทำอะไร
นี่สามารถเกิดขึ้นได้เมื่อนักเตะยังไม่มีความเชื่อมโยงกับเพื่อนร่วมทีมอย่างเต็มที่
เมื่อไม่แน่ใจว่าคนข้างหน้าจะวิ่งหรือหยุด นักเตะก็ย่อมใช้เวลาเพิ่มขึ้นในการตัดสินใจ
และเมื่อจังหวะการตัดสินใจช้าลง คุณภาพของการเล่นแบบฉับพลันก็หายไปด้วย
ฟุตบอลของลิเวอร์พูลกำลังทำให้เวียร์ตซ์คิดมากเกินไปหรือไม่?
นี่คือคำถามที่น่าสนใจที่สุดข้อหนึ่ง
เวียร์ตซ์เป็นนักเตะที่มีความสามารถในการอ่านสถานการณ์และตัดสินใจอย่างรวดเร็ว แต่ถ้าในทุกจังหวะเขาต้องถามตัวเองว่าคนข้างหน้าจะเข้าใจหรือไม่ ความกล้าที่จะเล่นแบบธรรมชาติก็จะลดลง
นักเตะสร้างสรรค์ต้องกล้าที่จะเสี่ยง
ต้องกล้าจ่ายในพื้นที่แคบ
ต้องกล้าแทงบอลก่อนเพื่อนร่วมทีมจะออกตัวเต็มที่
และต้องเชื่อว่าคนอื่นจะเข้าใจ
ถ้าความเชื่อนั้นยังไม่เกิด เกมของเขาก็จะดูปลอดภัยเกินไป
ค่าตัว 116 ล้านปอนด์กำลังกลายเป็นภาระหรือไม่?
แน่นอนว่าค่าตัวมีผลต่อการรับรู้
นักเตะที่ย้ายมาด้วยค่าตัวระดับ 116 ล้านปอนด์จะไม่ถูกวัดด้วยมาตรฐานเดียวกับผู้เล่นที่ย้ายมาด้วยค่าตัวทั่วไป
ทุกครั้งที่เสียบอลจะถูกนำไปเปรียบเทียบ
ทุกครั้งที่ยิงไม่ได้จะถูกตั้งคำถาม
และทุกเกมที่ไม่มีส่วนร่วมกับประตูจะถูกนำกลับมาพูดถึง
ปัญหาคือฟุตบอลไม่สามารถวัดผลของนักเตะสร้างสรรค์ด้วยตัวเลขเดียวได้
ถ้าเวียร์ตซ์สร้างพื้นที่ให้คนอื่น ถ้าเขาดึงแนวรับออกจากตำแหน่ง หรือถ้าเขาทำให้เพื่อนมีโอกาสเล่นเกมรุกง่ายขึ้น สิ่งเหล่านั้นก็มีมูลค่าแม้ไม่ปรากฏในตัวเลขคะแนน
นี่ไม่ได้หมายความว่าเขาควรถูกปกป้องจากคำวิจารณ์ แต่หมายความว่าการตัดสินต้องดูบริบทด้วย

เวียร์ตซ์ไม่ได้เป็นผู้เล่นคนเดียวที่ต้องปรับตัว
ข้อผิดพลาดจากการวิเคราะห์หลายครั้งคือการคาดหวังให้นักเตะใหม่เป็นฝ่ายปรับตัวเข้ากับทุกอย่างเพียงคนเดียว
แต่ในความจริงการย้ายทีมคือกระบวนการสองทาง
เวียร์ตซ์ต้องเรียนรู้เพื่อนร่วมทีม
เพื่อนร่วมทีมก็ต้องเรียนรู้เวียร์ตซ์
กองหน้าต้องรู้ว่าเขาชอบจ่ายแบบไหน
ริมเส้นต้องรู้ว่าเขาต้องการพื้นที่ตรงไหน
แดนกลางต้องรู้ว่าเขาต้องการรับบอลในจังหวะใด
และโค้ชต้องสร้างโครงสร้างที่ช่วยให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นธรรมชาติ
ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยังไม่ปรับ เกมก็จะเกิดความขัดข้องเล็ก ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ตัวอย่างของนักเตะที่เปลี่ยนแปลงเมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยน
ฟุตบอลเต็มไปด้วยตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าสภาพแวดล้อมสามารถเปลี่ยนระดับผลงานของนักเตะได้อย่างมาก
แอนดี โรเบิร์ตสันและจอร์แดน เฮนเดอร์สันเติบโตขึ้นจากการเล่นในทีมที่เหมาะสมกับคุณสมบัติของตัวเอง
ในทางตรงกันข้าม ดาร์วิน นูนเญซ หรือ นาบี เกอิตา ไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ได้อย่างที่หลายคนคาดหวัง แม้ต่างคนต่างมีพรสวรรค์
ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าใครเก่งกว่าใคร แต่การจับคู่ระหว่างนักเตะกับระบบและเพื่อนร่วมทีมมีผลอย่างมาก
ฟุตบอลเป็นกีฬาที่เล่นเป็นทีม ดังนั้นความเข้ากันจึงมีมูลค่าแทบไม่แพ้พรสวรรค์ส่วนบุคคล
กรณีของเดมเบเลยิ่งชัดเจน
ตัวอย่างที่ชัดเจนกว่าคือ อุสมาน เดมเบเล
ช่วงหนึ่งเขากลายเป็นผู้เล่นที่ไม่ได้มีบทบาทสำคัญอย่างที่คาดหวังในบาร์เซโลนา แต่หลังย้ายไปปารีส แซงต์ แชร์กแมง สภาพแวดล้อมและหน้าที่เปลี่ยนไปอย่างมาก ผลงานของเขาก็เติบโตขึ้นอย่างเด่นชัดจนไปถึงระดับคว้ารางวัลบัลลงดอร์
แน่นอนว่าเวียร์ตซ์ยังอยู่ในช่วงต้นของเรื่องราวกับลิเวอร์พูล จึงไม่ควรนำสองกรณีมาเปรียบเทียบกันตรง ๆ แต่ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่าเราควรระวังการตัดสินนักเตะจากช่วงเวลาหนึ่งมากเกินไป
การเข้ามาของแบรดลีย์ บาร์โคล่าอาจเปลี่ยนเกมอีกครั้ง
อีกปัจจัยที่กำลังจะเข้ามาเกี่ยวข้องคือการเปลี่ยนแปลงของแนวรุก หลังจากลิเวอร์พูลกำลังจะได้ แบรดลีย์ บาร์โคล่า เข้ามา
การเพิ่มผู้เล่นใหม่ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มคุณภาพ แต่หมายถึงการเปลี่ยนเคมีของทั้งทีมด้วย
บางคนอาจได้พื้นที่มากขึ้น
บางคนอาจได้รับบอลในตำแหน่งใหม่
และบางคนอาจเสียบทบาทที่เคยมี
เวียร์ตซ์ก็อยู่ในกลุ่มนั้น
ถ้าบาร์โคล่าสามารถสร้างภัยคุกคามจากด้านข้างได้มากขึ้น เวียร์ตซ์อาจมีพื้นที่ตรงกลางมากขึ้นตามไปด้วย
แต่ถ้าการเคลื่อนที่ของทั้งคู่ทับกัน เกมก็อาจยิ่งซับซ้อน
ดังนั้นจึงเร็วเกินไปที่จะบอกว่าเวียร์ตซ์จะเล่นได้ดีหรือแย่ในระยะยาว เพราะโครงสร้างเกมรุกของลิเวอร์พูลยังอยู่ระหว่างการเปลี่ยนแปลง
ปัญหาของเวียร์ตซ์อาจเป็นปัญหาของ “ความสัมพันธ์” มากกว่าความสามารถ
นี่คือข้อสรุปที่สำคัญที่สุดจากภาพรวมทั้งหมด
เวียร์ตซ์ยังมีความสามารถ
ยังมีเทคนิค
ยังมีวิสัยทัศน์
และยังมีประสบการณ์จากระบบที่ประสบความสำเร็จ
แต่คุณสมบัติเหล่านั้นจะทำงานได้ดีที่สุดเมื่อมีความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมทีมที่เหมาะสม
ถ้าคนรับบอลไม่วิ่งในจังหวะที่เขาคาดหวัง
ถ้าคนริมเส้นไม่เปิดพื้นที่
หรือถ้าแดนกลางส่งบอลมาไม่ตรงจังหวะ
คุณภาพที่ดูเหมือนเป็น “พรสวรรค์” จะถูกลดทอนลงทันที
ลิเวอร์พูลต้องสร้างทีม ไม่ใช่แค่หาตำแหน่งให้เวียร์ตซ์
การแก้ปัญหาจึงไม่ควรเป็นเพียงคำถามว่า “จะให้เวียร์ตซ์เล่นตรงไหน”
คำถามที่ใหญ่กว่าคือ “ลิเวอร์พูลต้องการเล่นฟุตบอลแบบไหน”
เมื่อคำตอบชัดเจน ตำแหน่งของเวียร์ตซ์ก็จะชัดขึ้นเอง
หากต้องการเล่นเกมครองบอล เวียร์ตซ์ควรมีพื้นที่รับบอลระหว่างแนว
หากต้องการเปลี่ยนเกมเร็ว เขาควรได้รับบอลตั้งแต่แดนกลางในตำแหน่งที่หันหน้าเข้าหาประตู
หากต้องการใช้เขาใกล้กรอบเขตโทษ ก็ต้องมีผู้เล่นที่ช่วยดึงกองหลังออกไป
การวางนักเตะคนหนึ่งลงในตำแหน่งเฉย ๆ ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ หากโครงสร้างรอบตัวไม่สนับสนุน
สิ่งที่เวียร์ตซ์ต้องปรับด้วยตัวเองก็มีเช่นกัน
แน่นอนว่าไม่ควรโยนความผิดทั้งหมดให้ทีม
เวียร์ตซ์ต้องเรียนรู้พรีเมียร์ลีกให้เร็วขึ้น ต้องแข็งแกร่งขึ้นในจังหวะปะทะ และต้องเข้าใจว่าคู่แข่งในอังกฤษจะให้พื้นที่น้อยกว่าเดิม
เขายังต้องปรับจังหวะการเล่นให้เข้ากับความเข้มข้นของการแข่งขัน และต้องหาวิธีรักษาความมั่นใจเมื่อเกมไม่เป็นไปตามต้องการ
บางครั้งการจ่ายบอลง่ายอาจสำคัญกว่าการพยายามสร้างสิ่งมหัศจรรย์ทุกครั้ง
และเมื่อเขาเริ่มเข้าใจจังหวะเหล่านี้มากขึ้น ความมั่นใจก็มีโอกาสกลับมา
แต่การปรับตัวต้องไม่หมายถึงการทิ้งจุดแข็งของตัวเอง
นี่คือเส้นบาง ๆ ที่เวียร์ตซ์ต้องระวัง
การปรับตัวกับพรีเมียร์ลีกเป็นสิ่งจำเป็น แต่ถ้าปรับจนไม่เหลือสิ่งที่ทำให้เขาเป็นเวียร์ตซ์ ก็จะกลายเป็นการแก้ปัญหาผิดทาง
เขาไม่ควรกลายเป็นผู้เล่นที่รับบอลแล้วคืนหลังทุกครั้ง
ไม่ควรเลิกพยายามจ่ายบอลทะลุแนวรับ
และไม่ควรกลัวการเสี่ยงจนเสียความเป็นนักเตะสร้างสรรค์
ลิเวอร์พูลซื้อเขามาเพราะความสามารถเหล่านั้น
สิ่งที่ต้องทำคือสร้างสภาพแวดล้อมให้ความสามารถเหล่านั้นทำงานได้ ไม่ใช่ลดทอนมันจนเหลือเพียงความปลอดภัย
ฤดูกาลนี้อาจเป็นการทดลองครั้งใหญ่ของสล็อต
ในอีกมุมหนึ่ง สถานการณ์ของเวียร์ตซ์ก็เป็นบททดสอบของอาร์เนอ สล็อตด้วย
โค้ชต้องหาวิธีรวมผู้เล่นใหม่เข้ากับทีมที่มีอยู่แล้ว และต้องสร้างสมดุลระหว่างความต้องการของระบบกับจุดเด่นของนักเตะแต่ละคน
คำตอบอาจไม่ใช่การสร้างทุกอย่างรอบเวียร์ตซ์ แต่ก็ไม่ควรปล่อยให้เขาต้องค้นหาทางออกด้วยตัวเอง
หากสล็อตสามารถสร้างเครือข่ายการเล่นที่ช่วยให้เวียร์ตซ์เชื่อมกับแนวรุกได้อย่างต่อเนื่อง ปัญหาที่เห็นอยู่ตอนนี้อาจลดลงอย่างรวดเร็ว
สิ่งที่ควรจับตาต่อจากนี้
- เวียร์ตซ์จะได้รับบทบาทประจำในพื้นที่ใดของสนาม
- การเคลื่อนที่ของกองหน้าและริมเส้นจะช่วยเปิดพื้นที่ให้เขามากขึ้นหรือไม่
- แดนกลางจะสามารถส่งบอลให้เขาในจังหวะที่เหมาะสมได้หรือไม่
- เขาจะกล้าเล่นเร็วและใช้สัญชาตญาณเหมือนสมัยอยู่เลเวอร์คูเซนมากขึ้นหรือไม่
- การเปลี่ยนแปลงแนวรุกของลิเวอร์พูลจะช่วยหรือเพิ่มปัญหาเรื่องเคมีภายในทีม
อย่าเพิ่งตัดสินว่าเวียร์ตซ์สอบตก
ถ้าเราตัดสินนักเตะจากช่วงเวลาสั้น ๆ เรามีโอกาสพลาดภาพใหญ่ได้ง่ายมาก
เวียร์ตซ์ยังต้องพิสูจน์ตัวเองในพรีเมียร์ลีก นั่นเป็นเรื่องจริง และเขาไม่ควรได้รับข้อยกเว้นจากคำวิจารณ์เพียงเพราะมีค่าตัวสูง
แต่การบอกว่าเขาคือปัญหาหลักของลิเวอร์พูลก็เร็วเกินไปเช่นกัน
เมื่อทีมยังขาดความลื่นไหล การตัดสินนักเตะสร้างสรรค์เพียงคนเดียวจึงเป็นการมองภาพเล็กเกินไป
สิ่งที่ควรรอดูคือเมื่อระบบเริ่มนิ่ง ความสัมพันธ์ระหว่างผู้เล่นเริ่มชัด และบทบาทของแต่ละคนเริ่มถูกกำหนด เวียร์ตซ์จะกลับมาเล่นด้วยความเป็นธรรมชาติได้มากขึ้นหรือไม่
บทสรุป: ปัญหาอาจไม่ใช่เวียร์ตซ์ แต่คือการหาสภาพแวดล้อมที่ใช่
ฟลอเรียน เวียร์ตซ์กำลังถูกจับจ้องอย่างหนัก เพราะค่าตัวของเขาสูงและความคาดหวังก็สูงตาม แต่การวิเคราะห์ที่ยุติธรรมจำเป็นต้องยอมรับว่าปัญหาของเขาไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ
ลิเวอร์พูลเองกำลังอยู่ในช่วงสร้างความลงตัวใหม่ ฟุตบอลของทีมยังมีจังหวะสะดุด และนักเตะหลายคนยังไม่เข้าใจกันในแบบที่ทีมระดับแชมป์ควรเป็น
เมื่อเวียร์ตซ์ย้ายมาจากเลเวอร์คูเซน เขาออกมาจากสภาพแวดล้อมที่เกือบสมบูรณ์แบบสำหรับคุณสมบัติของตัวเอง เขามีแดนกลางที่ส่งบอลให้ มีวิงแบ็กที่สร้างพื้นที่ มีเพื่อนร่วมทีมที่รู้ว่าจะเคลื่อนที่อย่างไร และมีโครงสร้างที่ทำให้การตัดสินใจเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
ตอนนี้เขาอยู่ในระบบที่ยังอยู่ระหว่างการสร้างใหม่
ดังนั้นการที่เขายังไม่สามารถเล่นด้วยความมั่นใจแบบเดิมจึงไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจ
อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ได้หมายความว่าเวียร์ตซ์ไม่ต้องปรับตัว เขาต้องเรียนรู้พรีเมียร์ลีก ต้องแข็งแกร่งขึ้น ต้องเข้าใจจังหวะของทีม และต้องรักษาความกล้าในการเล่นของตัวเอง
ขณะเดียวกัน ลิเวอร์พูลก็ต้องทำหน้าที่ของตัวเองเช่นกัน นั่นคือสร้างโครงสร้างที่เหมาะสมและทำให้ผู้เล่นแต่ละคนเชื่อมโยงกันได้
การเข้ามาของนักเตะใหม่อย่างแบรดลีย์ บาร์โคล่าอาจเปลี่ยนสมการอีกครั้ง และยิ่งตอกย้ำว่าเรายังไม่เห็นลิเวอร์พูลในเวอร์ชันสุดท้ายของฤดูกาลนี้
ถ้าวันหนึ่งเกมรุกเริ่มไหลลื่น เวียร์ตซ์เริ่มรู้ว่าคนข้างหน้าจะวิ่งตรงไหน กองหน้ารู้ว่าเขาจะจ่ายเมื่อไร และแดนกลางสามารถส่งบอลให้เขาในจังหวะที่เหมาะสม นักเตะที่วันนี้ถูกวิจารณ์ว่าเล่นช้าอาจกลับมาเป็นคนเดิมที่แฟนบอลเคยเห็นในเยอรมนีได้
เพราะสุดท้ายแล้ว พรสวรรค์ของนักเตะไม่เคยเพียงพอด้วยตัวมันเอง
มันต้องถูกวางไว้ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
และนี่คือเหตุผลว่าทำไมการตัดสิน ฟลอเรียน เวียร์ตซ์กับลิเวอร์พูล ในเวลานี้จึงยังเร็วเกินไป
บางทีสิ่งที่ลิเวอร์พูลต้องแก้ไม่ใช่ตัวเวียร์ตซ์ แต่คือการค้นหาว่าจะทำอย่างไรให้เวียร์ตซ์กลับมาเป็นนักเตะที่เรารู้จัก
ติดตามข่าวลิเวอร์พูลและบทวิเคราะห์เพิ่มเติม
ติดตามข่าวสาร ผลการแข่งขัน และบทวิเคราะห์เกี่ยวกับลิเวอร์พูลเพิ่มเติมได้ที่
ข่าวลิเวอร์พูล 7MSport
สามารถตรวจสอบข้อมูลการแข่งขันและข่าวสารฟุตบอลจากแหล่งข้อมูลภายนอกได้ที่
เว็บไซต์พรีเมียร์ลีกอย่างเป็นทางการ

