ย้อนรอย ‘โรนัลโด้ R9’: 1 ฤดูกาลมหัศจรรย์กับบาร์เซโลน่า และจุดสูงสุดของสไตรเกอร์แห่งยุค

BK8 – ‘ปรากฏการณ์ในกาตาลุญญา’: ย้อนรอยฤดูกาลมหัศจรรย์ของ ‘โรนัลโด้’ กับจุดสูงสุดที่แท้จริงในสีเสื้อบาร์เซโลน่า – แทงบอล

เมื่อหลับตานึกถึง “โรนัลโด้” ภาพแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวของคุณคงไม่ใช่ภาพเขาในสีเสื้อของบาร์เซโลน่า

คนส่วนใหญ่มักจดจำเขาในชุดขาวของเรอัล มาดริด, สีเหลืองทองของทีมชาติบราซิล หรือสีน้ำเงิน-ดำของอินเตอร์ มิลาน ภาพจำอย่างการเหมาสองประตูในนัดชิงฟุตบอลโลก 2002 หรือช่วงเวลาอันมืดมิดที่เขานอนหน้าเกยด้วยความเจ็บปวดจากอาการบาดเจ็บเข่ารุนแรง มักจะชัดเจนกว่าเสมอ

แต่เชื่อหรือไม่ว่า ฤดูกาล 1996-97 ซึ่งเป็นเพียงฤดูกาลเดียวของเขากับ บาร์เซโลน่า คือ “จุดสูงสุด” ที่แท้จริงของเขา… และอาจเป็นจุดสูงสุดของตำแหน่งศูนย์หน้าในหน้าประวัติศาสตร์ฟุตบอลเลยก็ว่าได้

ดีลประวัติศาสตร์ที่เกือบไม่ได้เกิดขึ้น ย้อนกลับไปในตอนนั้น โจเซป หลุยส์ นูนเญซ ประธานสโมสรบาร์ซ่า ได้ถาม เซอร์ บ็อบบี้ ร็อบสัน กุนซือคนใหม่ว่าอยากได้ใครมาเป็นกองหน้า ร็อบสันเสนอชื่อ อลัน เชียเรอร์ แต่แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส ปฏิเสธเสียงแข็ง (ก่อนจะยอมขายให้นิวคาสเซิลในเวลาต่อมา) เป้าหมายรองลงมาจึงตกเป็นของเด็กหนุ่มวัย 20 ปีจาก พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น นามว่า “โรนัลโด้”

นูนเญซต้องเทียวไปเทียวมาเพื่อเจรจาค่าตัวที่พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขั้นขู่ร็อบสันว่า “บ็อบบี้ คุณรู้ใช่ไหมว่างานของคุณขึ้นอยู่กับดีลนี้?” สุดท้ายบาร์ซ่ายอมทุ่มเงินมหาศาลถึง 20 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นสถิติโลกในตอนนั้น เพื่อคว้าตัวเด็กหนุ่มที่ยังมีประวัติอาการบาดเจ็บรบกวนมาร่วมทีม

เวทมนตร์แห่ง ‘เอล ฟีโนมีโน่’ โรนัลโด้ใช้เวลาเพียง 5 นาทีในการเบิกสกอร์แรกในเกมประเดิมสนามกับ แอตเลติโก มาดริด จากนั้นเขาก็ยิงประตูเป็นกอบเป็นกำ หลุยส์ เอ็นริเก้ อดีตเพื่อนร่วมทีมเคยกล่าวไว้ว่า “เขาคือนักเตะที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็น เขาทำในสิ่งที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อนเลย”

ไฮไลต์สำคัญเกิดขึ้นในวันที่ 12 ตุลาคม 1996 ในเกมพบกับ กอมโปสเตลา มันคือประตูที่มหัศจรรย์ที่สุดประตูหนึ่งที่คุณจะได้เห็นในโลกฟุตบอล โรนัลโด้โดนดึงเสื้อจนแทบขาด แต่เขากระชากบอลหนีคู่แข่งด้วยความเร็วที่เหนือมนุษย์ สับขาหลอกแนวรับจนหัวหมุน และจบสกอร์อย่างเด็ดขาด บ็อบบี้ ร็อบสัน ถึงกับลุกขึ้นยืนเอามือกุมหัวด้วยความตกตะลึงราวกับได้เห็นปาฏิหาริย์ต่อหน้าต่อตา

ปีนั้นเขาตะบันไปถึง 47 ประตูจากการลงสนาม 49 นัด พาทีมคว้าแชมป์ คัพ วินเนอร์ส คัพ และก้าวขึ้นไปคว้ารางวัล บัลลงดอร์ โดยเป็นผู้เล่นอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ทำได้

บาดแผลที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความสำเร็จ ทว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับแฟนบอลบาร์ซ่าในช่วงท้ายฤดูกาลกลับเริ่มมีรอยร้าว เขามักจะบินกลับบราซิลบ่อยครั้ง ซึ่งหลายคนมองว่าเขาไร้ความเป็นมืออาชีพและติดปาร์ตี้ แต่ความจริงแล้ว นอกจากการกลับไปหาแฟนสาว โรนัลโด้ต้องไปพบ นิลตัน เปโตรเน่ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อดูแลปัญหาหัวเข่าที่เริ่มเรื้อรังและเป็นเหมือนระเบิดเวลา

เขามีภาวะกระดูกอ่อนผิวข้ออักเสบ (Osgood-Schlatter) และภาวะลูกสะบ้าเคลื่อน (Trochlear dysplasia) ซึ่งทำให้ลูกสะบ้า “เต้นรำอยู่บนกระดูกต้นขา” ทุกครั้งที่เขาสับขาหรือเปลี่ยนทิศทางด้วยความเร็วสูง มันคือระเบิดเวลาที่รอวันปะทุ และในยุคนั้นยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดด้วยการผ่าตัดได้

จาก ‘มนุษย์ต่างดาว’ สู่ ‘อัจฉริยะ’ ระเบิดลูกนั้นทำงานตอนที่เขาย้ายไปอยู่อินเตอร์ มิลาน อาการบาดเจ็บรุนแรงในเดือนเมษายนปี 2000 ทำให้เส้นเอ็นหัวเข่าของเขาฉีกขาดสะบั้น แพทย์ระบุอย่างน่ากลัวว่า “ลูกสะบ้าของเขาระเบิดและร่นไปอยู่กลางต้นขา”

หลังจากเหตุการณ์นั้น โรนัลโด้ไม่เคยกลับมาเป็นคนเดิม ความเร็วที่ทะลุขีดจำกัดหายไป แต่ความยิ่งใหญ่ของเขาคือการที่เขายังสามารถพาทีมชาติบราซิลคว้าแชมป์โลก 2002 และเป็นดาวซัลโวสูงสุดของทัวร์นาเมนต์ได้ ทั้งที่สภาพร่างกายไม่สมบูรณ์เต็มร้อย เขาอาจจะไม่ได้เป็น “มนุษย์ต่างดาว” ที่วิ่งเร็วเหนือวิสัยโลกอีกต่อไป แต่เขากลายเป็น “อัจฉริยะ” ที่ใช้สมองและสัญชาตญาณในการทำประตูแทน

หลายคนมักตั้งคำถามด้วยความเสียดายว่า “ถ้าเขาไม่เจ็บหนัก เขาจะไปได้ไกลแค่ไหน?”

แต่บางทีเราอาจไม่จำเป็นต้องหาคำตอบนั้นเลย เพราะเพียงแค่สิ่งที่เราได้เห็นเขาทำในสีเสื้อบาร์เซโลน่าในฤดูกาล 1996-97… มันก็เพียงพอที่จะสลักชื่อของเขาไว้ในฐานะ “หนึ่งในกองหน้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล” ของวงการฟุตบอลอย่างไม่มีข้อกังขา

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

ข่าวที่คุณห้ามพลาด

แทงบอลออนไลน์ ได้ตลอด 24 ชม ฝากถอนได้ไม่จำกัด