นิวคาสเซิ่ล วางแผนรับมือการจากไปของ เอ็ดดี้ ฮาว นาน 9 เดือน ก่อนตั้ง มัทธีอัส ไยส์เล่อ
เดิมทีฮาวตั้งใจจะทำงานต่อในฤดูกาลใหม่ แต่สภาพร่างกายและจิตใจที่เหนื่อยล้าทำให้เขาตัดสินใจพักงาน เพราะมองว่านั่นเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย
การจากไปของฮาวเกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่นิวคาสเซิ่ลต้องเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ภายในทีม นักเตะสำคัญหลายรายย้ายออก และสโมสรก็ต้องเริ่มต้นยุคใหม่ภายใต้ มัทธีอัส ไยส์เล่
อย่างไรก็ตาม วิลสันยืนยันว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นแบบกะทันหัน และฝ่ายบริหารของสโมสรมีแผนสำรองเตรียมไว้แล้ว
นี่จึงเป็นเรื่องราวเบื้องหลังการเปลี่ยนผ่านจากฮาวไปสู่ไยส์เล่ รวมถึงแนวคิดที่นิวคาสเซิ่ลต้องการเดินหน้าต่อในระยะยาว

นิวคาสเซิ่ล เตรียมรับการจากไปของฮาวมานานหลายเดือน
การที่เอ็ดดี้ ฮาวตัดสินใจลงจากตำแหน่งในเดือนกรกฎาคมอาจดูเหมือนเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่เบื้องหลังนั้นฝ่ายบริหารของนิวคาสเซิ่ลมีการวางแผนเรื่องการเปลี่ยนผู้จัดการทีมมานานแล้ว
วิลสันเปิดเผยว่า สโมสรเริ่มเตรียมพร้อมกับความเป็นไปได้ดังกล่าวมาประมาณ 8 หรือ 9 เดือน แม้ในเวลานั้นจะยังไม่มีความชัดเจนว่าฮาวจะอำลาทีมเมื่อใด
“เราเตรียมแผนสำหรับการเปลี่ยนผู้จัดการทีมมาแล้ว 8 หรือ 9 เดือน”
วิลสันมองว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของหน้าที่ของฝ่ายบริหาร เพราะฮาวเป็นโค้ชที่มีความสามารถสูง และในอนาคตก็มีความเป็นไปได้ที่เขาจะต้องตัดสินใจไปทำงานที่อื่น
ดังนั้นนิวคาสเซิ่ลจึงไม่สามารถรอให้สถานการณ์เกิดขึ้นก่อนแล้วค่อยเริ่มวางแผนได้
ไยส์เล่เป็นหนึ่งในชื่อที่อยู่ในแผนตั้งแต่ต้น
แม้นิวคาสเซิ่ลจะพูดคุยกับผู้สมัครหลายราย แต่มัทธีอัส ไยส์เล่ค่อย ๆ กลายเป็นตัวเลือกที่ชัดเจนที่สุดในการเข้ามารับช่วงต่อจากฮาว
วิลสันยืนยันว่า สโมสรไม่ได้ล็อกชื่อไยส์เล่เอาไว้ตั้งแต่แรกว่าจะต้องเป็นเขาเท่านั้น แต่โค้ชชาวเยอรมันรายนี้อยู่ในแผนงานของสโมสรมาโดยตลอด
“เราเตรียมตัวไว้เสมอว่าจะไปทางไหน นั่นไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องเลือกมัทธีอัสตั้งแต่แรก แต่เขาเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนของเราเสมอ”
จุดที่ทำให้ไยส์เล่เหมาะกับแนวทางของนิวคาสเซิ่ลคือประวัติการทำงานของเขาในเรื่องการพัฒนานักเตะอายุน้อย รวมถึงรูปแบบการเล่นที่เน้นความดุดันและการเพรสซิ่งสูง
ทั้งหมดนี้สอดคล้องกับทิศทางที่นิวคาสเซิ่ลต้องการเดินหน้าต่อจากสิ่งที่ฮาวสร้างเอาไว้
นิวคาสเซิ่ล ไม่ได้ต้องการรื้อสิ่งที่ฮาวสร้าง
แม้ฮาวจะจากไป แต่แนวคิดของสโมสรไม่ได้ต้องการเริ่มต้นทุกอย่างใหม่ทั้งหมด
สิ่งที่ฝ่ายบริหารต้องการคือการนำรากฐานที่ฮาวสร้างขึ้นมาต่อยอด โดยเฉพาะในเรื่องรูปแบบการเล่นที่เน้นความเข้มข้น การเพรสซิ่ง และการเล่นเกมรุกอย่างดุดัน
ไยส์เล่เองก็มีประสบการณ์กับการพัฒนานักเตะดาวรุ่ง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ทำงานกับเร้ดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก
สิ่งนี้เข้ากับนโยบายการซื้อขายของนิวคาสเซิ่ลที่ต้องการดึงนักเตะอายุ 24 ปีหรือต่ำกว่าเข้ามาเป็นหลัก
จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนตัวบุคคลบนม้านั่งสำรอง แต่เป็นการพยายามทำให้ตัวตนของสโมสรในระยะยาวไปในทิศทางเดียวกัน

ครั้งแรกที่วิลสันพบ ไยส์เล่ ก็ทำให้สโมสรมั่นใจ
หลังจากวิลสันมีโอกาสพบกับไยส์เล่เป็นครั้งแรก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของสโมสรอย่างเดวิด ฮอปกินสันก็แสดงความรู้สึกทันทีว่าผู้อำนวยการกีฬาของเขาน่าจะพบคนที่เหมาะสมแล้ว
ฮอปกินสันถึงกับบอกกับวิลสันว่าเขาฟังดูเหมือนกำลัง “ตื่นเต้นกับเรื่องนี้มาก”
วิลสันยอมรับว่าตัวเขาเองก็รู้สึกคล้ายกันหลังจากการพูดคุย
“ผมจำได้ว่าผมพูดว่า ‘คุณอาจพูดถูก ผมคิดว่านี่แหละใช่เลย’”
นั่นสะท้อนว่าการแต่งตั้งไยส์เล่ไม่ได้เกิดจากการเลือกแบบเร่งรีบหลังฮาวลาออก แต่เกิดจากกระบวนการที่ฝ่ายบริหารมีเวลาพิจารณาทั้งแนวคิดเรื่องฟุตบอล บุคลิก และความเหมาะสมกับโครงการระยะยาว
ไยส์เล่ ยังไม่ถูกตั้งเป้าหมายเรื่องอันดับต่อสาธารณะ
หลังเข้ามารับงาน ไยส์เล่ยังไม่แพ้ใน 4 นัดแรกที่คุมทีมรวมทุกรายการ
แต่การเปลี่ยนผ่านยังคงเห็นได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะจากการใช้งานนักเตะใหม่
ในเกมเสมอบอร์นมัธ 2-2 มีนักเตะใหม่เพียงสามรายที่ได้ลงสนามเป็นตัวจริง ได้แก่ ลูคัส ฮอร์นิเช็ก, อามาร์ เดดิช และนิโก้ กอนซาเลซ
เรื่องดังกล่าวสะท้อนว่าผู้เล่นใหม่จำนวนหนึ่งยังต้องใช้เวลาในการปรับตัวให้เข้ากับรูปแบบการเล่นและฟุตบอลอังกฤษ
ไยส์เล่จึงเรียกช่วงเวลานี้ว่าเป็น “ช่วงเปลี่ยนผ่าน” อยู่หลายครั้ง
สิ่งสำคัญคือ นิวคาสเซิ่ลยังไม่ได้กำหนดเป้าหมายเฉพาะเรื่องอันดับในลีกให้ไยส์เล่ต่อสาธารณะ
สโมสรมีการคาดการณ์สถานการณ์ทางการเงินหลายรูปแบบตามอันดับที่ทีมทำได้ในฤดูกาลนี้ แต่ในแง่ฟุตบอล ฝ่ายบริหารยังไม่ได้ประกาศตัวเลขอันดับที่ต้องจบให้ได้อย่างชัดเจน
เป้าหมายใหญ่คือการเป็นทีมที่ลุ้นแชมป์อย่างต่อเนื่อง
แม้จะไม่มีเป้าหมายระยะสั้นที่ประกาศต่อสาธารณะ แต่เดวิด ฮอปกินสันยืนยันถึงเป้าหมายระยะยาวของนิวคาสเซิ่ลอย่างชัดเจน
สโมสรต้องการก้าวไปถึงจุดที่สามารถ แข่งขันเพื่อเกียรติยศระดับสูงได้อย่างสม่ำเสมอและมีความน่าเชื่อถือ
นั่นหมายความว่านิวคาสเซิ่ลไม่ได้ต้องการสร้างทีมเพื่อพุ่งขึ้นมาเพียงช่วงสั้น ๆ แต่ต้องการสร้างระบบที่สามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันไปได้อีกหลายปี
อย่างไรก็ตาม เป้าหมายดังกล่าวต้องเดินควบคู่ไปกับการปฏิบัติตามกฎการเงินของฟุตบอลยุโรป
หลังจากสโมสรเข้าสู่ข้อตกลงกับยูฟ่า בעקבותการฝ่าฝืนกฎด้านการเงิน ฮอปกินสันย้ำว่าการเติบโตในอนาคตจำเป็นต้องอยู่บนพื้นฐานของการดำเนินงานที่สอดคล้องกับกฎ
นิวคาสเซิ่ล ต้องเพิ่มรายได้และใช้ตลาดซื้อขายอย่างระมัดระวัง
แผนของ นิวคาสเซิ่ล ไม่ได้มุ่งไปที่การซื้อผู้เล่นเพียงอย่างเดียว
สโมสรตั้งเป้าเพิ่มรายได้ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ระหว่างเวลานี้จนถึงปี 2030 โดยเน้นไปที่รายได้จากสปอนเซอร์เป็นสำคัญ
ขณะเดียวกัน การซื้อขายนักเตะยังคงเป็นส่วนหนึ่งของแผนธุรกิจ เพื่อให้สโมสรสามารถนำนักเตะออกและนำรายได้กลับมาลงทุนในทีมได้อีกครั้ง
วิลสันอธิบายว่าเป้าหมายคือการมีนักเตะที่กำลังเดินทางไปกับสโมสร แต่ฟุตบอลก็เป็นธุรกิจที่นักเตะบางคนอาจพัฒนาเร็วมากจนมีโอกาสย้ายไปอยู่กับทีมอื่น
“เราอยากมีนักเตะที่กำลังเดินทางไปกับเรา แต่ถ้าเส้นทางของใครบางคนเดินหน้าเร็วมาก เขาอาจไปที่อื่นได้เช่นกัน และนั่นเป็นเรื่องปกติของฟุตบอล”
แนวคิดนี้ทำให้นิวคาสเซิ่ลสามารถสร้างทีมที่มีทั้งผู้เล่นอายุน้อยเพื่ออนาคต และนักเตะที่พร้อมสร้างผลงานในปัจจุบัน
นิวคาสเซิ่ล เตรียมพร้อมกับบางการจากลา แต่ไม่ได้เตรียมเสียบรูโน่ กีมาไรส์
วิลสันเปิดเผยว่า สโมสรคาดการณ์การย้ายออกของ แอนโธนี่ กอร์ดอน และ ซานโดร โตนาลี่ เอาไว้แล้ว
แต่การจากไปของ บรูโน่ กีมาไรส์ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะเขาเป็นผู้เล่นสำคัญและเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของทีม
สโมสรไม่ได้วางแผนที่จะเสียกองกลางรายนี้ออกไป และการย้ายทีมดังกล่าวจึงทำให้นิวคาสเซิ่ลต้องปรับแผนอย่างมากในช่วงตลาดซื้อขาย
การเสียผู้เล่นตัวหลักในตำแหน่งสำคัญทำให้ไยส์เล่ต้องเริ่มต้นงานพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างทีมหลายด้าน
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายบริหารมองว่าการรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดคิดเป็นส่วนหนึ่งของตลาดซื้อขายอยู่แล้ว

เป้าหมายบางรายพลาด แต่ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ
ตลาดซื้อขายนักเตะช่วงซัมเมอร์ทำให้นิวคาสเซิ่ลต้องเปลี่ยนแผนหลายครั้ง
ผู้เล่นที่สโมสรต้องการอย่าง วิคเตอร์ มูนญอซ และ โยฮัน มันซัมบี สุดท้ายเลือกย้ายไปลิเวอร์พูลและแอสตัน วิลล่าตามลำดับ
นิวคาสเซิ่ลจึงต้องกลับไปมองตัวเลือกอื่น และทำให้ภาพรวมของตลาดซื้อขายเปลี่ยนไปจากแผนเริ่มต้นบางส่วน
แต่สำหรับวิลสัน นั่นไม่ได้หมายความว่าสโมสรทำงานผิดพลาด
เขามองว่าการไม่ได้ผู้เล่นหมายเลขหนึ่งตามรายชื่อในทุกตำแหน่งเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นกับทุกสโมสร
“ไม่มีสโมสรไหนเข้าสู่ตลาดซื้อขายแล้วจบตลาดด้วยการได้นักเตะทุกคนที่ตั้งใจไว้ตอนแรก ถ้าพวกเขาบอกว่าทำได้ทั้งหมด นั่นคือเรื่องโกหก”
นั่นเป็นเหตุผลที่ฝ่ายบริหารยังคงมองว่าการซื้อขายส่วนใหญ่ในช่วงซัมเมอร์เป็นไปตามแผน แม้จะต้องปรับเปลี่ยนเป้าหมายบางครั้ง
“ทุกอย่างอยู่ในแผน” ยกเว้นการเสียกีมาไรส์
วิลสันยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า นิวคาสเซิ่ลผิดหวังกับการพลาดเป้าหมายบางราย แต่โดยภาพรวมแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดซื้อขายยังคงอยู่ภายใต้แผนงานที่สโมสรวางไว้
ข้อยกเว้นสำคัญคือการย้ายออกของบรูโน่ กีมาไรส์ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ทีมไม่ได้คาดการณ์ไว้
“นอกจากการจากไปของกีมาไรส์แล้ว ทุกอย่างที่เกิดขึ้นระหว่างตลาดซื้อขายอยู่ในแผน”
วิลสันยังยอมรับด้วยว่า การมีผู้เล่นที่ย้ายเข้ามาไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งในรายชื่อเสมอไป เพราะสถานการณ์ในตลาดมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
สิ่งสำคัญคือ นิวคาสเซิ่ลต้องมีแผนสำรองและสามารถปรับตัวได้
นี่คือยุคใหม่ของนิวคาสเซิ่ลอย่างแท้จริง
การเปลี่ยนจากเอ็ดดี้ ฮาวมายังมัทธีอัส ไยส์เล่เกิดขึ้นในช่วงที่สโมสรไม่ได้เปลี่ยนเพียงแค่ผู้จัดการทีม แต่กำลังเปลี่ยนแปลงหลายส่วนพร้อมกัน
ผู้เล่นสำคัญบางรายจากไป นักเตะใหม่จำนวนมากเข้ามา และสโมสรยังต้องควบคุมการเงินให้สอดคล้องกับกฎฟุตบอลยุโรป
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ฝ่ายบริหารไม่ได้มองสถานการณ์นี้ว่าเป็นวิกฤต
พวกเขามองว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านที่ถูกเตรียมเอาไว้ล่วงหน้า
ไยส์เล่ได้รับเลือกเพราะแนวคิดการเล่นของเขาสอดคล้องกับสิ่งที่นิวคาสเซิ่ลสร้างไว้ก่อนหน้านี้ และมีความสามารถในการพัฒนาผู้เล่นอายุน้อย ซึ่งเป็นหัวใจของนโยบายซื้อขายยุคใหม่
นั่นทำให้ภารกิจของไยส์เล่ไม่ได้มีเพียงแค่การพานิวคาสเซิ่ลคว้าชัยชนะในแต่ละสัปดาห์ แต่ยังรวมถึงการสร้างทีมที่สามารถแข่งขันในระดับสูงได้อย่างต่อเนื่อง
บทสรุป: นิวคาสเซิ่ลไม่ได้เริ่มใหม่ แต่กำลังต่อยอด
เรื่องราวเบื้องหลังการจากไปของเอ็ดดี้ ฮาวแสดงให้เห็นชัดเจนว่า นิวคาสเซิ่ลเตรียมรับความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มานานกว่าที่หลายคนคิด
ฝ่ายบริหารมีแผนรองรับการเปลี่ยนผู้จัดการทีมมานานถึง 8-9 เดือน และไยส์เล่ก็เป็นหนึ่งในชื่อที่อยู่ในแผนมาตั้งแต่ต้น
สโมสรยังต้องการรักษาแนวคิดฟุตบอลที่ดุดันและเน้นการเพรสซิ่ง พร้อมเพิ่มการพัฒนานักเตะอายุน้อยให้เข้ามาเป็นส่วนสำคัญของโครงการ
ขณะเดียวกัน นิวคาสเซิ่ลก็ต้องจัดการกับความเปลี่ยนแปลงในตลาดซื้อขาย ซึ่งรวมถึงการเสียผู้เล่นอย่างบรูโน่ กีมาไรส์ที่สโมสรไม่ได้วางแผนเอาไว้
แม้ทีมจะอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านและนักเตะใหม่หลายคนยังต้องใช้เวลาปรับตัว แต่ไยส์เล่ยังไม่แพ้ใน 4 เกมแรก และสโมสรยังคงมองภาพใหญ่ในระยะยาวมากกว่าการตั้งเป้าอันดับเพียงฤดูกาลเดียว
เป้าหมายสูงสุดคือการทำให้นิวคาสเซิ่ลกลายเป็นทีมที่สามารถลุ้นเกียรติยศสำคัญได้อย่างสม่ำเสมอ พร้อมดำเนินงานให้สอดคล้องกับกฎทางการเงิน
ดังนั้นยุคของไยส์เล่จึงไม่ใช่การรื้อทุกอย่างที่ฮาวสร้างขึ้นแล้วเริ่มต้นใหม่
แต่มันคือความพยายามที่จะ ต่อยอดรากฐานเดิม แล้วสร้างนิวคาสเซิ่ลเวอร์ชันใหม่ให้แข็งแรงกว่าเดิม
และจากคำพูดของวิลสัน สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงซัมเมอร์ส่วนใหญ่ไม่ใช่ความวุ่นวาย แต่คือการเดินตามแผนที่สโมสรเตรียมเอาไว้ล่วงหน้า
อ่านข่าวนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ดเพิ่มเติม
ติดตามข่าวนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ข่าวมัทธีอัส ไยส์เล่ ข่าวตลาดซื้อขาย และบทวิเคราะห์พรีเมียร์ลีกเพิ่มเติมได้ที่
ข่าวฟุตบอลและบทวิเคราะห์
อ่านข่าวฟุตบอลเพิ่มเติมจากแหล่งข้อมูลภายนอก:
ข่าวฟุตบอล

