โชเซ่ มูรินโญ่ เผยเคยตกลงคุม แมนยูฯ แทน เฟอร์กูสัน ก่อนเปลี่ยนใจ
Jose Mourinho has spoken about why he decided not to succeed Sir Alex Ferguson at Manchester United
หนึ่งในการเปิดเผยที่น่าสนใจที่สุดคือการที่เขาเคยตอบตกลงรับงานต่อจากเฟอร์กูสันจริง ก่อนตัดสินใจทำตามความรู้สึกและกลับไปยังสโมสรที่เขามีความผูกพันอย่างลึกซึ้ง

โชเซ่ มูรินโญ่ เคยตกลงรับงานต่อจากเฟอร์กูสัน
หลังจากคุม เรอัล มาดริด และตัดสินใจแยกทางกับสโมสรในปี 2013 มูรินโญ่ได้รับโอกาสครั้งสำคัญ เมื่อชื่อของเขาถูกวางไว้ในฐานะหนึ่งในตัวเลือกที่จะเข้ามาสานต่อภารกิจของเฟอร์กูสันที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด
เฟอร์กูสันตัดสินใจอำลาตำแหน่งหลังคุมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดมายาวนานถึง 26 ปี และแนะนำให้สโมสรแต่งตั้ง เดวิด มอยส์ ซึ่งขณะนั้นทำงานอยู่กับ เอฟเวอร์ตัน เข้ามารับช่วงต่อ
มอยส์ได้รับฉายา “ผู้ถูกเลือก” จากบรรดาแฟนบอลและสื่อบางส่วน รวมถึงป้ายขนาดใหญ่บริเวณสเตรตฟอร์ด เอนด์ ที่สนามโอลด์ แทรฟฟอร์ด แต่เรื่องราวเบื้องหลังกลับมีอีกชื่อหนึ่งที่เคยอยู่ใกล้ตำแหน่งนั้นมากกว่าที่หลายคนเคยรู้
มูรินโญ่ยืนยันว่า หลังออกจากเรอัล มาดริด เขาได้เซ็นข้อตกลงเพื่อไปรับงานที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต่อจากเฟอร์กูสันแล้ว
เจ้าตัวอธิบายว่าเขารู้สึกได้รับเกียรติอย่างมาก เพราะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นสโมสรที่มีแรงดึงดูดมหาศาล แต่สุดท้ายความรู้สึกที่มีต่อเชลซีกลับมีน้ำหนักมากกว่า
เฟอร์กูสันเผยเหตุผลที่มูรินโญ่เปลี่ยนใจ
เฟอร์กูสันเคยยืนยันว่ามูรินโญ่ได้รับการเสนองานจริง และจากการพูดคุยในเวลานั้น เขาเข้าใจว่ากุนซือชาวโปรตุเกสตอบรับข้อเสนอแล้ว
แต่สถานการณ์เปลี่ยนแปลงภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง เมื่อมูรินโญ่ติดต่อกลับไปหาเฟอร์กูสัน พร้อมบอกว่าเขาไม่สามารถปฏิเสธโอกาสกลับไปทำงานกับเชลซีได้
เหตุผลสำคัญคือเขารู้สึกว่าตัวเองให้คำมั่นกับเชลซีไปแล้ว และไม่ต้องการผิดคำพูด แม้การพลาดโอกาสรับงานแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะเป็นหนึ่งในการตัดสินใจครั้งใหญ่ที่สุดในอาชีพก็ตาม
เฟอร์กูสันยอมรับว่าเขารู้สึกผิดหวังกับการเปลี่ยนใจครั้งนั้น แต่ก็เข้าใจเหตุผลของมูรินโญ่ เพราะรู้ดีว่าความผูกพันระหว่างกุนซือรายนี้กับเชลซีมีความพิเศษ

ความรักที่มีต่อเชลซี ทำให้เขาเปลี่ยนใจ
หลังจากประสบความสำเร็จกับเชลซีในช่วงแรก มูรินโญ่กลับมายังสแตมฟอร์ด บริดจ์ ในปี 2013 และเดินหน้าสร้างผลงานอีกครั้ง เขาสามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยที่สามของตัวเอง รวมถึงแชมป์ลีก คัพ กับสโมสร
มูรินโญ่ยอมรับว่าเขารู้สึกได้รับเกียรติอย่างมากจากการถูกเลือกให้เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งของเฟอร์กูสัน แต่ความรักที่มีต่อฟุตบอลกับความรักที่มีต่อสโมสรใดสโมสรหนึ่งเป็นสิ่งที่แตกต่างกัน
สำหรับเขา หลังจากผ่านช่วงเวลาที่เรอัล มาดริด เขาต้องการกลับไปอยู่กับสโมสรที่ทำให้รู้สึกว่าได้รับความรัก และเชลซีก็คือสถานที่นั้น
การตัดสินใจดังกล่าวทำให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่งตั้งมอยส์แทน และยุคของผู้จัดการทีมชาวสกอตแลนด์กลับจบลงอย่างรวดเร็ว เมื่อมอยส์ถูกปลดหลังทำงานที่โอลด์ แทรฟฟอร์ดได้เพียงประมาณ 10 เดือน
สุดท้ายมูรินโญ่ก็ได้คุมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
แม้จะพลาดโอกาสในปี 2013 แต่เรื่องราวของมูรินโญ่กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดไม่ได้จบลงเพียงเท่านั้น เพราะอีกสามปีต่อมา เขาได้รับโอกาสครั้งที่สองในการเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีม
ในปี 2016 เขาเข้ามาสานงานต่อจาก หลุยส์ ฟาน กัล และเริ่มต้นยุคใหม่ของทีมด้วยความคาดหวังมหาศาลจากแฟนบอล
ตลอดระยะเวลาประมาณสองปีครึ่งที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด เขาพาทีมคว้าแชมป์ลีก คัพ และ ยูโรปา ลีก รวมถึงพาทีมทำผลงานได้ดีในบางช่วงของการแข่งขัน
อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างมูรินโญ่กับสโมสรไม่ได้ดำเนินไปอย่างราบรื่นตลอดเวลา และเขาถูกปลดจากตำแหน่งในเดือนธันวาคม 2018 หลังจากผลงานของทีมตกลงอย่างต่อเนื่อง
ความสัมพันธ์กับเรอัล มาดริดที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง
อีกประเด็นสำคัญในสารคดีคือช่วงเวลาของมูรินโญ่กับเรอัล มาดริด ซึ่งแม้เขาจะประสบความสำเร็จในช่วงสองฤดูกาลแรก แต่ฤดูกาลสุดท้ายกลับเต็มไปด้วยความขัดแย้งภายในทีม
มูรินโญ่เข้ามารับงานพร้อมภารกิจสำคัญในการหยุดความยิ่งใหญ่ของ บาร์เซโลนา ภายใต้การคุมทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา และสามารถคว้าแชมป์ ลา ลีกา, โกปา เดล เรย์ และสแปนิช ซูเปอร์ คัพ
ฤดูกาล 2011-12 ถือเป็นผลงานที่โดดเด่นที่สุด เพราะเรอัล มาดริดเก็บได้ถึง 100 คะแนนในลีก ซึ่งยังคงเป็นสถิติที่ไม่ถูกทำลายจนถึงปัจจุบัน
แต่ในฤดูกาลที่สาม สถานการณ์กลับเลวร้ายลงอย่างชัดเจน และหนึ่งในปัญหาใหญ่คือความสัมพันธ์ระหว่างมูรินโญ่กับ อิเคร์ กาซิยาส กัปตันทีมและตำนานผู้รักษาประตูของสโมสร
ดราม่ากับอิเคร์ กาซิยาส ทำห้องแต่งตัวแตกแยก
กาซิยาสลงสนามให้เรอัล มาดริดมากถึง 725 นัดตลอดช่วงเวลา 25 ปี พร้อมคว้าแชมป์แชมเปียนส์ ลีก 3 สมัย และแชมป์ลา ลีกา 5 สมัย แต่ในฤดูกาล 2012-13 เขาต้องใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่บนม้านั่งสำรอง
อดีตกัปตันทีมชาติสเปนยอมรับในเวลาต่อมาว่าความสัมพันธ์กับมูรินโญ่ในช่วงนั้นเย็นชาอย่างมาก และความขัดแย้งค่อย ๆ เดินทางมาถึงจุดที่ไม่สามารถประคองต่อได้
ซามี เคดิรา อดีตกองกลางเรอัล มาดริด มองว่าปัญหาระหว่างทั้งสองคนส่งผลกระทบไปถึงนักเตะคนอื่น ๆ ในห้องแต่งตัวด้วย
ความสัมพันธ์ของมูรินโญ่กับนักเตะหลายคนเริ่มแตกหัก รวมถึง คริสเตียโน่ โรนัลโด้, เซร์คิโอ รามอส และนักเตะชาวสเปนอีกหลายราย ซึ่งล้วนเป็นผู้เล่นสำคัญของทีมในเวลานั้น
มูรินโญ่เองมีมุมมองที่แตกต่าง เขาเชื่อว่ากาซิยาสมีทัศนคติที่ไม่เหมาะสม และยกตัวอย่างบทสนทนาในช่วงแรกที่กัปตันทีมเข้ามาพูดคุยกับเขาเกี่ยวกับวันหยุดของนักเตะทีมชาติ รวมถึงเวลาเริ่มฝึกซ้อมและการเดินทางไปสนามแข่งขัน
สำหรับมูรินโญ่ สิ่งเหล่านี้ทำให้เขารู้สึกว่านักเตะบางคนได้รับความสะดวกสบายมากเกินไป และไม่เข้าใจว่าผู้จัดการทีมต้องการสร้างมาตรฐานแบบใด
มูรินโญ่กับสงครามระหว่างเรอัล มาดริด และบาร์เซโลนา
ความขัดแย้งไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะเรื่องภายในทีม แต่ยังรวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างนักเตะเรอัล มาดริดกับนักเตะบาร์เซโลนาในทีมชาติสเปน
กาซิยาสเป็นหนึ่งในนักเตะที่ต้องทำหน้าที่ร่วมกับคู่แข่งจากบาร์เซโลนาในทีมชาติ มูรินโญ่มองว่าการเป็นเพื่อนร่วมทีมชาติไม่ควรทำให้ความเข้มข้นของการแข่งขันระหว่างสองสโมสรลดลง
เขามองว่าการเล่นให้เรอัล มาดริดคือสงครามในสนาม และเมื่อกลับไปทำหน้าที่ทีมชาติ นักเตะจึงค่อยกลับมาเป็นเพื่อนกันได้
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนบุคลิกของมูรินโญ่ได้อย่างชัดเจน เขาเป็นผู้จัดการทีมที่ต้องการสร้างความรู้สึกว่าทุกการแข่งขันมีความหมาย และพร้อมเผชิญหน้ากับคู่แข่งอย่างเต็มที่
ปัญหากับโรมัน อับราโมวิช ที่เชลซี
มูรินโญ่ยังเปิดเผยเรื่องความสัมพันธ์กับ โรมัน อับราโมวิช อดีตเจ้าของทีมเชลซี ซึ่งเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อความสำเร็จของสโมสรในยุคแรก
อับราโมวิชมีความหลงใหลในฟุตบอลอย่างมาก แต่ความสัมพันธ์กับมูรินโญ่เริ่มมีปัญหาเรื่องการควบคุมทีมและการเสริมทัพ โดยเฉพาะกรณีการคว้าตัว อังเดรย์ เชฟเชนโก้
กองหน้าทีมชาติยูเครนย้ายมาเชลซีในปี 2006 ด้วยค่าตัวประมาณ 30 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นสถิติของสโมสรในเวลานั้น แต่ไม่สามารถทำผลงานได้ตามความคาดหวัง โดยยิงได้เพียง 9 ประตูในพรีเมียร์ลีกจาก 48 นัดตลอดช่วงเวลาที่อยู่กับทีม
มูรินโญ่ยอมรับว่าเขาไม่ได้ต้องการเซ็นสัญญากับเชฟเชนโก้ แต่เลือกที่จะไม่พูดคัดค้านอย่างชัดเจน และมองว่าตัวเองก็มีส่วนรับผิดชอบต่อการตัดสินใจดังกล่าว
หากเป็นความต้องการของเขาเอง นักเตะที่เขาต้องการดึงเข้ามาคือ ซามูเอล เอโต้ ซึ่งเขามองว่าเหมาะสมกับแนวทางการเล่นของทีมมากกว่า
เกมกับอินเตอร์ มิลาน ที่มูรินโญ่ต้องการแก้แค้น
หลังถูกเชลซีปลดในปี 2007 มูรินโญ่มีโอกาสกลับมาเจอกับอดีตต้นสังกัดในเดือนมีนาคม 2010 เมื่อเขานำ อินเตอร์ มิลาน กลับมาเยือนสแตมฟอร์ด บริดจ์ ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายของแชมเปียนส์ ลีก
อินเตอร์ มิลาน เอาชนะเชลซี 1-0 ในเกมนัดสอง และผ่านเข้ารอบด้วยสกอร์รวม 3-1 ก่อนเดินหน้าคว้าแชมป์แชมเปียนส์ ลีกในฤดูกาลนั้น
สำหรับมูรินโญ่ เกมดังกล่าวมีความหมายมากกว่าแค่การแข่งขันฟุตบอล เขายอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าเขารู้สึกเหมือนกำลังลงเล่นกับอับราโมวิช บุคคลที่เป็นคนตัดสินใจปลดเขาออกจากตำแหน่ง
เขาต้องการชนะเพื่อพิสูจน์ตัวเอง และต้องการให้คนที่เคยปลดเขารู้สึกถึงความพ่ายแพ้ในสนาม
ความคิดดังกล่าวสะท้อนความเป็นมูรินโญ่ได้อย่างชัดเจน เพราะเขาเป็นผู้จัดการทีมที่มักใช้ความขัดแย้งเป็นแรงผลักดัน และสามารถเปลี่ยนความรู้สึกส่วนตัวให้กลายเป็นแรงจูงใจในการแข่งขัน
ทำไมการพลาดแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดจึงยังถูกพูดถึง
การที่มูรินโญ่เคยตกลงรับงานต่อจากเฟอร์กูสันทำให้เรื่องราวนี้กลายเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ “ถ้าเกิดว่า…” ที่น่าสนใจที่สุดของประวัติศาสตร์แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
หากเขาเข้ารับตำแหน่งตั้งแต่ปี 2013 เส้นทางของสโมสรอาจแตกต่างออกไปอย่างมาก เพราะมูรินโญ่มีประสบการณ์และประวัติการคว้าแชมป์มากพอที่จะรับมือกับแรงกดดันมหาศาลจากการสืบทอดตำแหน่งของเฟอร์กูสัน
อย่างไรก็ตาม เขาเลือกเชลซีเพราะความรู้สึกส่วนตัว และสุดท้ายแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดก็ได้ร่วมงานกับเขาในอีกสามปีต่อมา
เรื่องนี้จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าการตัดสินใจครั้งเดียวสามารถเปลี่ยนเส้นทางของทั้งผู้จัดการทีมและสโมสรได้อย่างไร
บทสรุปเส้นทางของโชเซ่ มูรินโญ่
โชเซ่ มูรินโญ่ เป็นหนึ่งในผู้จัดการทีมที่มีเรื่องราวน่าสนใจที่สุดในฟุตบอลยุคใหม่ ทั้งความสำเร็จ ความขัดแย้ง และการตัดสินใจครั้งสำคัญที่เปลี่ยนเส้นทางอาชีพของเขา
เขาเคยพลาดโอกาสรับงานแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต่อจากเฟอร์กูสัน เพราะเลือกกลับไปหาเชลซี ก่อนที่จะได้มาคุมทีมที่โอลด์ แทรฟฟอร์ดในอีกสามปีต่อมา
เขาเคยพาเรอัล มาดริดหยุดความยิ่งใหญ่ของบาร์เซโลนาในช่วงหนึ่ง เคยสร้างความสำเร็จกับเชลซี และยังคว้าแชมป์ยุโรปกับอินเตอร์ มิลาน ก่อนจะกลับมาเจอกับอดีตสโมสรในเกมที่เต็มไปด้วยอารมณ์
สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือบุคลิกของเขา มูรินโญ่ยังคงเป็นผู้จัดการทีมที่เชื่อมั่นในความคิดของตัวเอง พร้อมรับมือกับแรงกดดัน และไม่กลัวที่จะพูดถึงความขัดแย้งในอดีต
การตัดสินใจไม่รับงานแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในปี 2013 อาจเป็นเรื่องที่แฟนบอลยังคงสงสัยว่าหากวันนั้นเกิดขึ้นจริง ประวัติศาสตร์ของสโมสรจะเปลี่ยนไปแค่ไหน แต่สำหรับมูรินโญ่แล้ว เขายืนยันว่าการเลือกเชลซีคือการตัดสินใจจากหัวใจ และเป็นการตัดสินใจที่เขาไม่เสียใจ
สุดท้ายแล้ว เรื่องราวนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงข่าวเกี่ยวกับผู้จัดการทีมคนหนึ่ง แต่เป็นภาพสะท้อนของความผูกพัน ความทะเยอทะยาน และการตัดสินใจที่สามารถเปลี่ยนประวัติศาสตร์ฟุตบอลได้
ติดตามข่าวสารและข้อมูลจากสโมสรได้ที่
เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
อ่านข่าวฟุตบอลเพิ่มเติมได้ที่
ข่าวฟุตบอลล่าสุด
และติดตามข่าวเกี่ยวกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเพิ่มเติมได้ที่
ข่าวแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
