ลิโอเนล เมสซี่ กับช่วงเวลาที่โหดร้ายที่สุดในอาชีพ จากความพ่ายแพ้สู่การสูญเสียครั้งใหญ่
แต่ไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์หลังจากนั้น ภาพของชายที่คนทั้งโลกจับตามองกลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
จากสนามที่เต็มไปด้วยแสงไฟและผู้ชมจำนวนมหาศาล เขากลับมานั่งอยู่บนอัฒจันทร์เล็ก ๆ ในเมืองอาร์โรโย เซโก เมืองที่อยู่ไม่ไกลจากโรซาริโอ บ้านเกิดของตัวเอง เพื่อดูเกมฟุตบอลระดับดิวิชั่นสี่
สนามอันโตนิโอ ดิ จาโกโม มีที่นั่งเพียงประมาณ 1,000 ที่นั่ง เกมดังกล่าวถ่ายทอดสดผ่านยูทูบและมีผู้ชมเพียง 775 คน ต่างจากนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกที่มียอดผู้ชมในสหรัฐฯ สูงกว่าหลายสิบล้านคน
เมสซี่นั่งอยู่ตรงนั้นอย่างเงียบ ๆ มีเพียงฮู้ดปิดศีรษะและแก้วมาติในมือเพื่อพยายามสร้างความอบอุ่น เขาไม่ได้มาที่นี่เพื่อเป็นจุดสนใจ แต่ถึงอย่างนั้น ทุกคนก็รู้ว่าเขาอยู่ตรงไหน
แฟนบอลหันไปมองชายในอัฒจันทร์พร้อมตะโกนชื่อ “เมสซี่” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งที่ในสนามเองมีนักเตะคนหนึ่งชื่อเมสซี่เช่นกัน แต่ชายคนนั้นไม่ใช่ญาติของเขา
ทีมที่เมสซี่เดินทางมาชมพ่ายแพ้ 0-2 เขานั่งดูจนจบ ก่อนลงจากอัฒจันทร์เพื่อเซ็นลายเซ็นให้แฟนบอลที่ยื่นเสื้อและสมุดเข้ามา จากนั้นจึงขึ้นรถสีดำกลับไปยังพื้นที่พักอาศัยของครอบครัวในเมืองฟูเนส

จากสนามเมตไลฟ์สู่ฟุตบอลระดับดิวิชั่นสี่
ถ้ามองเพียงภาพภายนอก มันเป็นเหมือนเรื่องเล็ก ๆ ของนักฟุตบอลชื่อดังคนหนึ่งที่กลับบ้านหลังทัวร์นาเมนต์จบลง แต่บริบทของช่วงเวลานั้นทำให้ภาพนี้มีความหมายมากกว่านั้น
เมสซี่ไม่ได้เดินทางกลับบัวโนสไอเรสพร้อมเพื่อนร่วมทีมทันทีหลังจบฟุตบอลโลก นักเตะอาร์เจนตินาหลายคนเดินทางกลับประเทศผ่านเครื่องบินของสายการบินแห่งชาติ ขณะที่มีการเตรียมพรมแดงและวงดุริยางค์ไว้ต้อนรับฮีโร่ของชาติ
ไม่กี่ปีหลังจากความสำเร็จในกาตาร์ ผู้คนหลายพันคนยังคงออกมาต้อนรับทีมชาติ แม้ความยิ่งใหญ่ของชัยชนะครั้งนี้จะไม่สามารถเทียบกับการฉลองหลังคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกปี 2022 ได้ทั้งหมดก็ตาม
ประธานาธิบดีฮาเวียร์ มิเลอิยังเคยประกาศแนวคิดเรื่องวันหยุดแห่งชาติหากอาร์เจนตินาคว้าแชมป์ และเคยเสนอให้ทำเนียบประธานาธิบดีเปิดพื้นที่ให้ทีมชาติใช้ฉลอง
แต่สุดท้ายทุกอย่างไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้น
สเปนเป็นฝ่ายคว้าถ้วยไปครอง
และอาร์เจนตินาก็ต้องกลับบ้านพร้อมความรู้สึกว่าพวกเขาพลาดโอกาสสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในยุคทองของทีมชาติ
นัดชิงที่เมสซี่ไม่สามารถสร้างปาฏิหาริย์ได้
หลังจบเกม เมสซี่ไม่ได้ให้สัมภาษณ์ เขาไม่หยุดที่โซนสื่อ และเลือกออกจากสนามโดยไม่พูดอะไรกับผู้สื่อข่าว
คนที่รับหน้าที่เผชิญหน้ากับกองทัพสื่อคือ ลิโอเนล สกาโลนี่ กุนซือทีมชาติอาร์เจนตินา ซึ่งยอมรับว่าเขาร้องไห้ไปแล้วในห้องแต่งตัว และต้องใช้เวลาควบคุมอารมณ์หลายครั้งระหว่างการแถลงข่าว
“ผมร้องไห้จนหมดหัวใจในห้องแต่งตัว” เป็นหนึ่งในคำพูดที่สะท้อนความรู้สึกของเขาได้มากที่สุด
สกาโลนี่ไม่แน่ใจว่านั่นคือเกมสุดท้ายของเมสซี่กับทีมชาติหรือไม่ แต่ย้ำว่าโลกควรรู้สึกภูมิใจกับสิ่งที่ชายคนนี้ทำ เพราะสำหรับเขา เมสซี่คือผู้เล่นที่ดีที่สุดเท่าที่เคยลงสนามฟุตบอล
ตัวเมสซี่เองมีข้อความผ่านอินสตาแกรมก่อนนัดชิงว่าไม่ว่าผลการแข่งขันจะออกมาอย่างไร ทีมชุดนี้ก็ได้สร้างเรื่องราวที่จะไม่มีวันถูกลบออกไป
หลังความพ่ายแพ้ น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นความเจ็บปวดอย่างชัดเจน เขายอมรับว่าบาดแผลนี้คงปิดได้ยาก
มันเป็นครั้งที่สองที่เขาแพ้ในนัดชิงฟุตบอลโลก หลังจากเคยแพ้เยอรมนีในรอบชิงชนะเลิศปี 2014 มาแล้ว
แต่ประสบการณ์ไม่ได้ทำให้ความเจ็บปวดครั้งนี้ลดลงเลย
“ความเจ็บปวดมันมากเหลือเกิน และมันคงใช้เวลานานกว่าผมจะปิดบาดแผลนี้ได้”
ในอีกด้านหนึ่ง เมสซี่พยายามบอกตัวเองว่าเขาควรเก็บความทรงจำดี ๆ ของฟุตบอลโลกครั้งนี้ไว้ด้วย ทั้งเกมที่อาร์เจนตินาคัมแบ็กผ่านรอบน็อกเอาต์ แฮตทริกกับแอลจีเรีย ไปจนถึงชัยชนะเหนืออังกฤษในรอบรองชนะเลิศ
และแม้การชนะอังกฤษจะมีความหมายเฉพาะตัวในประวัติศาสตร์ของอาร์เจนตินา แต่สุดท้ายสิ่งที่ถูกจดจำมากที่สุดกลับกลายเป็นเกมกับสเปน

สเปนเหนือกว่า และอาร์เจนตินาเองก็ช่วยตัวเองไม่ได้น้อยลง
ในแง่ของฟุตบอลล้วน ๆ ความพ่ายแพ้ครั้งนี้อธิบายได้ไม่ยาก สเปนเป็นทีมที่เล่นได้เหนือกว่า ควบคุมเกมได้มากกว่า และสร้างปัญหาให้แนวรับของอาร์เจนตินาอย่างต่อเนื่อง
หลุยส์ เด ลา ฟวนเต กุนซือทีมชาติสเปนถึงขั้นพูดว่าหากไม่ได้เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ อาร์เจนตินาอาจเสียประตูมากกว่านั้น
เมสซี่แทบไม่มีอิทธิพลกับเกมอย่างที่เคยทำ เขาพยายามเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในสถานการณ์อันตราย แต่ไม่สามารถหาพื้นที่และจังหวะที่ต้องการได้
ยิ่งการแข่งขันยืดเยื้อ ความกดดันก็เพิ่มขึ้น และอาร์เจนตินายังต้องเสียผู้เล่นสำคัญจากอาการบาดเจ็บ
เอ็นโซ เฟร์นานเดซโดนใบแดงในช่วงทดเวลาของครึ่งหลัง ขณะที่แนวรับต้องปรับเปลี่ยนหลายครั้งหลังลิซานโดร มาร์ติเนซและคริสเตียน โรเมโรมีปัญหาอาการบาดเจ็บ
ในช่วงต่อเวลาพิเศษ อาร์เจนตินามีจังหวะสำคัญที่อาจพาเกมไปถึงการดวลจุดโทษ แต่โอกาสนั้นหลุดลอยไป
หลังจบเกมเกิดเหตุการณ์วุ่นวาย และหลายฝ่ายวิจารณ์พฤติกรรมของนักเตะอาร์เจนตินาอย่างหนัก
ฟีฟ่าจึงเปิดการสอบสวนก่อนประกาศบทลงโทษนักเตะหลายคน โดยเลอันโดร ปาเรเดสได้รับโทษหนักที่สุดจากการคว้าคอเอริค การ์เซียและมีเหตุปะทะกับกาบี
นี่ทำให้ความพ่ายแพ้ครั้งนี้แตกต่างจากครั้งที่อาร์เจนตินาแพ้ในกาตาร์ เพราะคราวนั้นความสำเร็จของแชมป์โลกช่วยกลบเหตุการณ์บางอย่างหลังเกมได้
แต่คราวนี้ไม่มีเทพนิยายมาช่วย
“VARgentina” และแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นตลอดทัวร์นาเมนต์
ตลอดฟุตบอลโลก นักเตะอาร์เจนตินาต้องเผชิญกับเสียงกล่าวหาว่าทีมได้รับประโยชน์จากการตัดสินและวีเออาร์
คำเรียกเชิงประชดประชันที่ถูกนำมาใช้สร้างความหงุดหงิดให้กับผู้เล่นมากขึ้นเรื่อย ๆ และนำไปสู่ความรู้สึกว่าหลายคนกำลังรอให้ทีมล้มเหลว
โรดริโก เด ปอล ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นคนคอยปกป้องเมสซี่ในสนาม แสดงความไม่พอใจอย่างชัดเจนและบอกว่าความเกลียดชังจากภายนอกยิ่งทำให้เขาภูมิใจกับทีมชาติมากกว่าเดิม
ประธานสมาคมฟุตบอลอาร์เจนตินาอย่างเคลาดิโอ ตาเปียก็ออกมาตอบโต้ว่า บางคนเหมือนจะไม่พอใจที่คนอาร์เจนตินามีความสุขและทีมชาติยังคงคว้าแชมป์หรือผ่านเข้าสู่รอบลึกได้
ภาระทางอารมณ์จึงสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่นักเตะกำลังผ่านทัวร์นาเมนต์ที่ยาวนานและต้องรับมือกับแรงกดดันระดับประเทศ
ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้นในช่วงก่อนนัดชิง เพราะเมสซี่ถูกจับภาพได้ว่าพูดอะไรบางอย่างกับเพื่อนร่วมทีมในอุโมงค์ก่อนเดินลงสนาม และบอกให้ทุกคนลืมบางสิ่งไป
คำถามคือเขาหมายถึงอะไร
ความเหนื่อยล้า? เสียงวิจารณ์? ความขัดแย้งตลอดทัวร์นาเมนต์? หรือเรื่องส่วนตัวที่ไม่มีใครรู้?
ไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะตอบคำถามนั้น และบางสิ่งก็คงไม่มีวันมีคำตอบ
ขณะเดียวกัน ชีวิตนอกสนามก็กำลังหนักขึ้น
หนึ่งในรายละเอียดที่ทำให้มองฟุตบอลโลกครั้งนี้ต่างออกไปคือ เมสซี่กำลังรับมือกับอาการป่วยของคุณพ่อ ฮอร์เฮ่ เมสซี่
ครอบครัวพยายามเก็บเรื่องนี้เป็นส่วนตัว แต่สถานการณ์ยิ่งแย่ลงเมื่อมีบุคคลในสื่ออาร์เจนตินาเผยแพร่ข้อมูลผิด ๆ ว่าพ่อของเมสซี่เสียชีวิตแล้ว
ครอบครัวออกมาเรียกร้องความรับผิดชอบ ความรอบคอบ และความเป็นมนุษย์ ขณะที่ประธานาธิบดีมิเลอิเองก็ออกมาโจมตีการนำเสนอข้อมูลที่ไม่มีมูล
สิ่งที่เมสซี่ทำในช่วงเวลานั้นจึงไม่ธรรมดาเลย เพราะแม้จะมีปัญหาส่วนตัว เขายังคงต้องลงเล่นฟุตบอลระดับสูงสุดต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
หลังยิงประตูในเกมพบแอลจีเรีย เขาถึงขั้นร้องไห้และบอกว่าเขาผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก แต่เพื่อนร่วมทีมและทีมงานคอยช่วยเหลือเขาเสมอ
ฟุตบอลจึงกลายเป็นทั้งภาระและที่พักใจในเวลาเดียวกัน

ชายคนหนึ่งที่พยายามเล่นฟุตบอลเพื่อพ่อ
ตลอดช่วงฟุตบอลโลก เมสซี่ยังคงติดตามสิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณพ่ออย่างใกล้ชิด หลังจบเกมแต่ละนัด เขาเฝ้ารอข้อความที่เคยได้รับอยู่เสมอ
เมื่อข้อความไม่มาถึง เขารู้ว่าสถานการณ์กำลังหนักขึ้น
ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังตั้งใจเดินทางต่อไปให้ไกลที่สุด โดยหวังว่าอย่างน้อยพ่อของเขาจะมีโอกาสได้เห็นเขาลงเล่นในเกมสำคัญอีกสักนัด
อาร์เจนตินาผ่านเข้าถึงนัดชิงชนะเลิศจริง ๆ แต่ฮอร์เฮ่ไม่มีโอกาสได้เห็นลูกชายยกถ้วยแชมป์อีกครั้ง
เมสซี่ยอมรับภายหลังว่าร่างกายของเขาไม่เคยรู้สึกสมบูรณ์เต็มร้อยในช่วงท้ายทัวร์นาเมนต์ แม้เขาจะพยายามผลักตัวเองเกินขีดจำกัด
“ครั้งนี้ผมพยายามฝืนขีดจำกัดทางร่างกาย แต่ทำไม่ได้จริง ๆ ผมไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองอยู่ในสภาพที่ดี”
มันเป็นคำพูดที่ทำให้เราเห็นอีกด้านของนักฟุตบอลวัย 39 ปีที่คนจำนวนมากยังคาดหวังให้แบกรับทีมชาติในระดับเดิม
เขาไม่ได้แค่เล่นกับคู่แข่งตรงหน้า
เขากำลังเล่นกับความเหนื่อย ความเจ็บปวด และความรู้สึกว่าทุกเกมอาจเป็นโอกาสสุดท้าย
แล้วความสูญเสียที่ใหญ่กว่าฟุตบอลก็มาถึง
หลังฟุตบอลโลกจบลง เมสซี่กลับไปสหรัฐฯ เพื่อเตรียมลงสนามให้ไมอามี่ แม้ช่วงเวลาพักจากนัดชิงจะสั้นผิดปกติ
เขากลับมาลงเล่นเป็นตัวสำรองเพียงไม่ถึงสองสัปดาห์หลังเกมนัดชิงชนะเลิศ จากนั้นออกสตาร์ตในเกมระดับลีก และพยายามกลับเข้าสู่จังหวะเดิมของฟุตบอลสโมสร
แต่เพียงไม่นาน เขาก็ได้รับข่าวที่ทำให้ต้องเดินทางกลับโรซาริโออีกครั้ง
เช้าวันที่ 8 สิงหาคม ฮอร์เฮ่ เมสซี่เสียชีวิตด้วยวัย 68 ปี
จากนั้นฟุตบอลทั่วอาร์เจนตินาก็พร้อมใจกันส่งกำลังใจให้ครอบครัว
ไมอามี่จัดยืนสงบนิ่งเพื่อไว้อาลัย ขณะที่เมื่อโรดริโก เด ปอลยิงประตู เขาถอดเสื้อเพื่อเผยเสื้อด้านในที่มีชื่อ “เมสซี่” และหมายเลข 10
สโมสรใหญ่ในอาร์เจนตินา รวมทั้งนีเวลส์ โอลด์ บอยส์ ซึ่งเป็นสโมสรวัยเด็กของเมสซี่ ต่างร่วมแสดงความอาลัย
มันไม่ใช่เพียงการให้เกียรติแก่ครอบครัวของนักฟุตบอลชื่อดัง แต่เป็นการให้เกียรติชายคนหนึ่งที่มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการเดินทางของเด็กจากโรซาริโอคนนั้น

อาร์เจนตินาไม่ได้แค่รักนักเตะ แต่รักเรื่องราวของเขา
ฟุตบอลในอาร์เจนตินามีความหมายมากกว่ากีฬา มันเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนของประเทศ เป็นเรื่องราวที่ผู้คนใช้พูดถึงความยิ่งใหญ่ ความพ่ายแพ้ ความภาคภูมิใจ และความทรงจำร่วมกัน
ในประเทศที่มีทั้งดิเอโก มาราโดน่า, อัลเฟรโด ดิ สเตฟาโน่ และเมสซี่เป็นเหมือนเทพเจ้าบนสนามฟุตบอล เรื่องราวของครอบครัวที่อยู่เบื้องหลังนักเตะเหล่านี้จึงมีความหมายกับผู้คนด้วย
ฮอร์เฮ่คือหนึ่งในคนสำคัญที่ช่วยให้เด็กจากโรซาริโอมีโอกาสไปสู่บาร์เซโลน่าและได้รับการรักษาที่จำเป็นสำหรับการเติบโตทางร่างกาย
เส้นทางทั้งหมดของลูกชายจึงไม่อาจแยกออกจากพ่อได้
และนั่นทำให้การสูญเสียครั้งนี้หนักกว่าการแพ้ฟุตบอลโลกเสียอีก
เวลาผ่านไปไม่กี่วัน เขาก็กลับลงสนามอีกครั้ง
หลังพิธีศพที่จัดขึ้นแบบเป็นส่วนตัวใกล้เมืองโรซาริโอ เมสซี่ไม่ได้ใช้เวลาพักจากฟุตบอลเป็นเวลานาน
วันที่ 12 สิงหาคม เขากลับมาลงสนามในเกมฟุตบอลถ้วยโดยเป็นตัวสำรอง ก่อนจะออกสตาร์ตในเกมลีกอีกสามวันต่อมา
จากนั้นยังมีความผิดหวังในสนามตามมาอีก เขาพลาดจุดโทษในเกมที่ไมอามี่แพ้ รวมถึงได้รับใบสั่งปรับจากลีกหลังมีเหตุปะทะกับควินน์ ซัลลิแวนของฟิลาเดลเฟีย ยูเนียน
แม้จะกลับมายิงประตูได้ในเกมถัดมา แต่ทีมแชมป์เก่ายังพ่ายแพ้ต่อโตรอนโตในบ้าน
ไมอามี่ยังไม่ชนะในลีกหลังการกลับมาของเมสซี่ และช่องว่างจากทีมอันดับบนเริ่มขยายมากขึ้น
สถานการณ์นี้ทำให้กีเยร์โม โฮยอส เฮดโค้ชของไมอามี่ต้องออกมาบอกว่าเมสซี่ยังต้องใช้เวลา
“สถานการณ์ของเลโอต้องค่อย ๆ พัฒนา เพราะมีความเจ็บปวดอยู่มาก สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเขาคือความเงียบ ความสงบ และการหาช่วงเวลาของตัวเอง”
ประโยคนี้อาจเป็นคำอธิบายที่เหมาะสมที่สุดกับช่วงเวลาปัจจุบันของเขา
คำถามเรื่องอนาคตจึงยังไม่มีความหมายเท่าไร
เมสซี่เซ็นสัญญาฉบับใหม่กับไมอามี่จนถึงปี 2028 แต่หลังจากสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เขายอมรับว่าตัวเองมีคำถามบางอย่างเกี่ยวกับอนาคต
การเล่นฟุตบอลคือสิ่งที่เขาทำมาตลอดชีวิต
และพ่อคือคนที่อยู่ข้างเขามาตั้งแต่วันที่ฟุตบอลยังเป็นเพียงความฝันของเด็กคนหนึ่ง
เมื่อคนคนนั้นไม่อยู่แล้ว ฟุตบอลอาจไม่ได้มีความหมายเหมือนเดิมในทุกวัน
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคำถามว่า “เมสซี่จะเล่นถึงปีไหน?” หรือ “จะเลิกเมื่อไร?” อาจไม่ใช่คำถามที่สำคัญที่สุดในตอนนี้
ในวัย 39 ปี เขายังมีสัญญาและยังมีความสามารถ แต่ความพร้อมทางใจเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่มีตัวเลขใดสามารถวัดได้

วันที่ฟุตบอลไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด
ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ผู้คนทั่วโลกเคยเห็นเมสซี่รับแรงกดดันมากมาย
เขาเคยแพ้นัดชิง เคยถูกตั้งคำถามเรื่องทีมชาติ เคยถูกกล่าวหาว่าล้มเหลวกับอาร์เจนตินา และเคยถูกบอกว่าบางทีเขาอาจไม่สามารถคว้าแชมป์โลกได้
แต่ความพ่ายแพ้ในสนามฟุตบอลยังมีโอกาสให้แก้ไข
ฤดูกาลใหม่เริ่มต้นได้
รายการใหม่เกิดขึ้นได้
และถ้วยใบใหม่ก็ยังมีให้ไล่ล่า
การจากไปของคนในครอบครัวไม่ใช่แบบนั้น
ไม่มีเกมรีแมตช์
ไม่มีการแก้ตัว
ไม่มีช่วงต่อเวลาพิเศษให้กลับไปเปลี่ยนผลลัพธ์
นั่นคือสิ่งที่ทำให้ฤดูร้อนครั้งนี้แตกต่างจากทุกความพ่ายแพ้ที่เมสซี่เคยเจอ
จากเด็กที่โรซาริโอสู่ชายที่คนทั้งโลกกำลังเฝ้ามอง
ภาพของเมสซี่นั่งชมเกมฟุตบอลระดับดิวิชั่นสี่ในโรซาริโออาจดูเหมือนภาพธรรมดา แต่เมื่อรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนและหลังจากนั้น มันกลับกลายเป็นหนึ่งในภาพที่บอกเรื่องราวชีวิตของเขาได้ดีที่สุด
นักฟุตบอลที่คนหลายร้อยล้านคนทั่วโลกเพิ่งเฝ้าดูในนัดชิงชนะเลิศ กลับมานั่งบนเก้าอี้ไม่กี่ร้อยที่นั่งในสนามเล็ก ๆ บ้านเกิด
ไม่มีเวที ไม่มีไฟ ไม่มีถ้วย ไม่มีการแถลงข่าว
มีเพียงฟุตบอลแบบที่เขารู้จักมาตั้งแต่เด็ก
และมีผู้คนจากเมืองเดียวกับเขาที่ตื่นเต้นเพียงเพราะรู้ว่าเขาอยู่ที่นั่น
บางทีนั่นอาจเป็นสิ่งที่เขาต้องการในตอนนี้มากที่สุด
ไม่ใช่เสียงปรบมือจากสนามใหญ่
ไม่ใช่การถูกยกให้เป็นฮีโร่
และไม่ใช่การพิสูจน์ให้ใครเห็นอีกแล้วว่าเขายังเก่งแค่ไหน
แค่มีพื้นที่ให้ตัวเองหายใจ
หลังผ่านทั้งฟุตบอลโลกที่ใช้ร่างกายและจิตใจอย่างหนัก การจากลา และการกลับลงสนามเร็วกว่าที่ควรจะเป็น เขาอาจต้องการเวลามากกว่าสิ่งใดทั้งหมด

โลกฟุตบอลควรให้เวลาเขา
ฟีฟ่าและสหภาพนักฟุตบอลอาชีพต่างสนับสนุนแนวคิดเรื่องการพักอย่างน้อยสามสัปดาห์หลังจบฤดูกาล แต่สำหรับเมสซี่ ช่วงเวลานี้แทบไม่มีโอกาสได้พักจริง ๆ
นัดชิงฟุตบอลโลกจบลง แล้วไม่นานเขาก็กลับไปลงเล่นกับไมอามี่
จากนั้นก็ต้องกลับไปโรซาริโอเพื่อร่วมงานศพของพ่อ
แล้วจึงกลับมาสู่ฟุตบอลอีกครั้ง
เขาไม่ได้มีเวลามากพอที่จะหยุดคิด หยุดร้องไห้ หรือเพียงแค่ใช้ชีวิตตามปกติ
ฟุตบอลยังคงเดินต่อ และโลกฟุตบอลก็ยังคงถามว่าเมสซี่จะกลับมาฟอร์มเดิมเมื่อไร
แต่บางทีนี่อาจเป็นช่วงเวลาที่ไม่จำเป็นต้องถามอะไรกับเขาเลย
ปล่อยให้เขาเป็นเพียงลูกชายคนหนึ่งที่เพิ่งสูญเสียพ่อ
ปล่อยให้เขาเป็นคนธรรมดาที่กำลังพยายามกลับมาจัดระเบียบชีวิต
และปล่อยให้เขาตัดสินใจด้วยตัวเองว่า ฟุตบอลยังเป็นสิ่งที่เขาอยากทำต่อไปนานแค่ไหน
อนาคตของทีมชาติอาร์เจนตินายังขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของกัปตัน
หลังฟุตบอลโลกจบลง อาร์เจนตินายังไม่มีโปรแกรมอุ่นเครื่องที่ชัดเจนสำหรับช่วงพักทีมชาติถัดไป และสัญญาของสกาโลนี่ก็ใกล้หมดลง
เคลาดิโอ ตาเปียยังยืนยันว่าทั้งแผนหนึ่ง แผนสอง และแผนสามของเขาคือสกาโลนี่ แต่อนาคตของโค้ชเองก็อาจเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจของเมสซี่
หากกัปตันยังต้องการเดินหน้าต่อ สกาโลนี่ก็อาจมีเหตุผลมากขึ้นในการเริ่มต้นวัฏจักรใหม่
แต่ถ้าเมสซี่ตัดสินใจปิดฉากเส้นทางทีมชาติ สิ่งที่อาร์เจนตินาต้องทำก็ไม่ใช่เพียงเปลี่ยนกัปตัน แต่ต้องเริ่มต้นยุคใหม่ทั้งระบบ
คำถามจึงใหญ่กว่าตัวนักเตะหนึ่งคน
มันคือเรื่องของการสิ้นสุดยุคหนึ่งของฟุตบอลอาร์เจนตินา
เราจะได้ดูเมสซี่อีกนานแค่ไหน?
นี่เป็นคำถามที่ถูกถามมาตลอดหลายปี และคำตอบก็ยังคงไม่มีใครรู้
สัญญาของเขากับไมอามี่ยังเหลือเวลา แต่สิ่งสำคัญกว่าคือความรู้สึกของเจ้าตัวในแต่ละวัน
หลังจากการสูญเสียครั้งใหญ่ เมสซี่บอกตรง ๆ ว่าเขาไม่แน่ใจว่าตัวเองจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร และยังมีคำถามว่าจะแขวนสตั๊ดเมื่อใด
นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาจะเลิกทันที
มันเพียงหมายความว่า ตอนนี้เขาไม่จำเป็นต้องรีบตอบ
เราไม่จำเป็นต้องรู้ว่าเขาจะเล่นถึงปี 2027, 2028 หรือมากกว่านั้น
เพราะบางครั้งสิ่งที่สำคัญกว่าการรู้ว่าบทสุดท้ายจะเกิดขึ้นเมื่อไร คือการปล่อยให้นักเตะได้ใช้ชีวิตผ่านช่วงเวลานี้โดยไม่ถูกเร่งให้ตัดสินใจ

บทส่งท้าย: ฤดูร้อนที่โหดร้ายไม่ได้มีเรื่องฟุตบอลเพียงอย่างเดียว
ถ้ามองเฉพาะผลการแข่งขัน ลิโอเนล เมสซี่ เพิ่งแพ้นัดชิงฟุตบอลโลก
ถ้ามองเฉพาะสถิติ เขาอาจมีทัวร์นาเมนต์ที่ไม่ได้โดดเด่นที่สุดในชีวิต
ถ้ามองเฉพาะระดับสโมสร ไมอามี่ก็ยังไม่สามารถกลับมาชนะได้อย่างต่อเนื่องหลังเขากลับมา
แต่เมื่อตัดทุกอย่างออกไป สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้หนักกว่าสถิติทั้งหมด
เขาแพ้ฟุตบอลโลกรอบชิงชนะเลิศ
เขาต้องผ่านทัวร์นาเมนต์ที่ยาวนานและเหนื่อยล้าทั้งร่างกายและจิตใจ
เขาต้องรับมือกับเสียงวิจารณ์และเหตุการณ์วุ่นวายหลังเกม
เขากลับไปเล่นฟุตบอลเร็วกว่าที่ร่างกายควรได้พัก
และท้ายที่สุด เขาสูญเสียคุณพ่อ คนที่อยู่กับเขามาตั้งแต่วันที่ความฝันยังเล็กกว่าความจริงมาก
นั่นคือเหตุผลที่ช่วงเวลานี้ไม่ควรถูกวัดด้วยจำนวนประตู จำนวนแชมป์ หรือคำถามว่าจะเล่นต่ออีกกี่ปี
บางครั้งนักฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกก็เป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่ง
และมนุษย์คนหนึ่งก็ต้องการเวลาในการจัดการกับความสูญเสีย
เวลาให้ความเจ็บปวดค่อย ๆ เบาลง
เวลาให้ความทรงจำดี ๆ ค่อย ๆ กลับมาทับภาพของวันที่เลวร้าย
และเวลาให้เมสซี่ตัดสินใจด้วยตัวเองว่าเส้นทางในสนามฟุตบอลจะเดินต่อไปอีกไกลแค่ไหน
สำหรับชายที่มอบความสุขให้ฟุตบอลโลกมานานกว่า 20 ปี บางทีสิ่งที่โลกฟุตบอลควรมอบกลับให้เขาในตอนนี้มีเพียงอย่างเดียว
เวลาและพื้นที่
อ่านเรื่องราวฟุตบอลเพิ่มเติม
ติดตามข่าวฟุตบอล เรื่องราวนักเตะ และบทความเชิงลึกเพิ่มเติมได้ที่
ข่าวฟุตบอลและบทความฟุตบอล
อ่านข้อมูลฟุตบอลจากแหล่งข่าวภายนอกเพิ่มเติม:
ข่าวฟุตบอล
ชมเกมฟุตบอลท้องถิ่นที่เมสซี่เดินทางไปร่วมชม:
วิดีโอการแข่งขัน
อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับการใช้เวลาของเมสซี่ในโรซาริโอและฟุตบอลอาร์เจนตินาเพิ่มเติมได้จาก
แหล่งข้อมูลฟุตบอลภายนอก

