บาเยิร์น มิวนิค ตั้งเป้าอะไรในฤดูกาลใหม่? คอมปานี เคน และเป้าหมายที่ต้องการมากกว่าบุนเดสลีกา
ทีมของแว็งซองต์ กอมปานีเริ่มต้นช่วงสำคัญได้แล้วด้วยการเอาชนะโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ 2-1 คว้าแชมป์เยอรมัน ซูเปอร์ คัพ เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ก่อนเปิดบ้านรับมือสตุ๊ตการ์ทในเกมลีกนัดแรกของการป้องกันแชมป์
ขณะเดียวกัน แฮร์รี่ เคนก็มีเป้าหมายส่วนตัวไม่น้อยไปกว่าทีม เพราะกองหน้าทีมชาติอังกฤษกำลังไล่ล่ารางวัลดาวซัลโวลีกเยอรมันเป็นฤดูกาลที่สี่ติดต่อกัน และอาจมีเป้าหมายที่ใหญ่กว่าเดิม นั่นคือการคว้ารางวัลบัลลงดอร์
กอมปานีเคยพูดไว้อย่างชัดเจนว่า เป้าหมายของสโมสรต้องสูงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ไม่ว่าจะเป็นการคว้าแชมป์ลีก แชมป์บอลถ้วย แชมเปี้ยนส์ลีก หรือแม้กระทั่งการพยายามชนะทุกเกม
ดังนั้น เมื่อดูจากศักยภาพของทีม คำถามจึงน่าสนใจว่าแชมป์บุนเดสลีกาเพียงอย่างเดียวจะเพียงพอสำหรับฤดูกาลนี้หรือไม่
บาเยิร์น มิวนิค ต้องการอะไรมากกว่าการคว้าแชมป์ลีก?
การคว้าแชมป์บุนเดสลีกากลายเป็นเรื่องที่แทบจะถูกมองว่าเป็นมาตรฐานขั้นต่ำของทีมยักษ์ใหญ่จากมิวนิคไปแล้ว
นับตั้งแต่ปี 2012 มีเพียงฤดูกาลเดียวที่พวกเขาพลาดแชมป์ลีก นั่นคือฤดูกาล 2023-24 เมื่อไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่นสร้างผลงานไร้พ่ายตลอดการแข่งขันภายในประเทศและคว้าแชมป์ไปครอง
ในช่วงสองฤดูกาลภายใต้การคุมทีมของกอมปานี บาเยิร์นจบฤดูกาลด้วยการทิ้งห่างคู่แข่งถึง 13 และ 16 คะแนนตามลำดับ นั่นสะท้อนว่าการคว้าแชมป์ลีกเพียงอย่างเดียวไม่ใช่สิ่งที่สร้างความตื่นเต้นให้กับสโมสรอีกแล้ว
ฤดูกาลที่ผ่านมา บาเยิร์นยังเป็นหนึ่งในทีมที่เล่นฟุตบอลได้น่าดูที่สุดในยุโรป พวกเขายิงรวม 184 ประตูจากทุกรายการ แบ่งเป็น 122 ประตูในบุนเดสลีกา และอีก 43 ประตูในแชมเปี้ยนส์ลีก
อย่างไรก็ตาม เส้นทางยุโรปหยุดลงในรอบรองชนะเลิศ หลังแพ้ปารีส แซงต์-แชร์กแมงด้วยสกอร์รวม 5-6
จุดนี้เองที่แสดงให้เห็นว่าการคว้าแชมป์ลีกอาจยังไม่เพียงพอ หากมองจากมาตรฐานของสโมสรที่เคยคว้าแชมเปี้ยนส์ลีกได้หลายครั้ง

แว็งซองต์ กอมปานี ถูกคาดหวังแค่ไหน?
กอมปานีไม่ได้อยู่ในสถานการณ์เดียวกับผู้จัดการทีมคนก่อน ๆ ที่ต้องเร่งพิสูจน์ตัวเองเพื่อรักษาตำแหน่ง
หลังจากช่วงเวลาที่สโมสรเปลี่ยนผู้จัดการทีมหลายครั้งในระยะเวลาไม่กี่ปี กอมปานีกลับนำเสถียรภาพกลับมาสู่ตำแหน่งกุนซือของสโมสรได้อย่างชัดเจน
นักข่าวฟุตบอลเยอรมัน คอนสแตนติน เอ็คเนอร์ มองว่ากอมปานีไม่จำเป็นต้องคว้าแชมเปี้ยนส์ลีกในฤดูกาลนี้เพื่อรักษาสถานะของตัวเอง
สิ่งที่ผู้บริหารให้ความสำคัญคือการทำให้ทีมแข่งขันกับสโมสรระดับท็อปของยุโรปได้อย่างต่อเนื่อง และมีพัฒนาการที่ชัดเจน
ก่อนหน้านี้ บาเยิร์นเคยตกอยู่ในสถานการณ์ที่เก้าอี้ผู้จัดการทีมเปลี่ยนมือถึง 7 ครั้งในช่วงเวลาเพียง 8 ปี
ดังนั้นการที่กอมปานีทำให้ทีมกลับมามีความต่อเนื่องจึงมีคุณค่ามากกว่าถ้วยแชมป์เพียงใบเดียว
เอ็คเนอร์ยังมองว่าอดีตกัปตันทีมชาติเบลเยียมอาจก้าวขึ้นไปเป็นหนึ่งในผู้จัดการทีมที่ดีที่สุดในโลกได้ แม้เกมกับปารีส แซงต์-แชร์กแมงจะสะท้อนว่ายังมีรายละเอียดบางอย่างที่ต้องพัฒนาอีก
สำหรับกอมปานี เป้าหมายจึงน่าจะเป็นการพาทีมรักษาความยอดเยี่ยมในประเทศ และทำให้ทีมมีความสามารถในการแข่งขันระดับยุโรปอย่างจริงจังมากขึ้น
แฮร์รี่ เคน ต้องการอะไรต่อหลังคว้าแชมป์กับ บาเยิร์น มิวนิค?
เมื่อแฮร์รี่ เคนย้ายออกจากท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ มาร่วมทีมบาเยิร์น หลายคนในอังกฤษมองว่าสุดท้ายแล้วกองหน้ารายนี้อาจกลับบ้านเพื่อไล่ล่าสถิติดาวซัลโวพรีเมียร์ลีกของอลัน เชียเรอร์
ตอนนั้นเคนยังไม่เคยคว้าแชมป์รายการสำคัญกับท็อตแน่มหรือทีมชาติอังกฤษ และการได้ย้ายไปอยู่กับทีมที่คว้าแชมป์เป็นเรื่องปกติทุกปีดูเหมือนจะเป็นโอกาสที่เหมาะสม
แต่หลังจากได้สัมผัสความสำเร็จกับบาเยิร์นมากขึ้น ความรู้สึกของเขาก็เปลี่ยนไป
เคนยอมรับว่าความรู้สึกอยากกลับพรีเมียร์ลีกไม่ได้รุนแรงเหมือนตอนแรก และเขาพร้อมเริ่มต้นการพูดคุยเรื่องการต่อสัญญากับสโมสร
นั่นถือเป็นข่าวดีสำหรับบาเยิร์น เพราะสัญญาปัจจุบันกำลังเข้าใกล้ช่วงสุดท้าย และสโมสรเองก็เชื่อมั่นว่าเขาจะอยู่ต่ออีกหลายปี
อูลี่ เฮอเนสส์ ประธานกิตติมศักดิ์ของสโมสรถึงขั้นเรียกเคนว่าเป็นหนึ่งในการเซ็นสัญญาที่ดีที่สุดที่สโมสรเคยทำ
เมื่อพิจารณาถึงอดีตดาวยิงอย่างแกร์ด มุลเลอร์ คาร์ล-ไฮนซ์ รุมเมนิกเก้ และโรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ คำชมนี้จึงไม่ใช่คำพูดเล็ก ๆ
ตัวเลขของ เคน แทบไม่เหลือพื้นที่ให้ตั้งคำถาม
ฤดูกาลที่ผ่านมา เคนยิงไปถึง 61 ประตูจาก 51 นัดในทุกรายการ ซึ่งเป็นจำนวนประตูที่สูงที่สุดที่นักเตะบาเยิร์นเคยทำได้ภายในหนึ่งฤดูกาล
นับตั้งแต่ย้ายมา เขายิงไปแล้ว 146 ประตู พร้อมทำอีก 33 แอสซิสต์จาก 147 นัด
เขาคว้ารางวัลรองเท้าทองคำยุโรปในปี 2024 และ 2026 ขณะที่ในประเทศเยอรมนีเขาได้รางวัลดาวซัลโวลีกในปี 2025
และในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลถ้วยเยอรมัน เขายังยิงครบทั้งสามประตูช่วยให้ทีมเอาชนะสตุ๊ตการ์ทและคว้าแชมป์บอลถ้วยควบคู่กับแชมป์ลีก
ตัวเลขเหล่านี้ทำให้เคนมีโอกาสถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อย ๆ ในการลุ้นบัลลงดอร์
หากเขาคว้ารางวัลดังกล่าวได้ จะกลายเป็นชาวอังกฤษคนที่สองนับตั้งแต่ทศวรรษ 1970 ที่ทำได้ และเป็นคนแรกนับตั้งแต่ไมเคิล โอเว่นในปี 2001
แต่ตัวเคนเองก็รู้ว่ารางวัลนี้ไม่ได้อยู่ในมือเขาเพียงคนเดียว
“บัลลงดอร์คือรางวัลที่ใหญ่ที่สุดในแง่ส่วนตัว ผมทำในสิ่งที่ทำได้แล้ว ที่เหลือขึ้นอยู่กับการโหวต คนอื่น และสื่อ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมควบคุมไม่ได้”
ก่อนหน้านี้เคนเคยพูดไว้เช่นกันว่า ต่อให้ยิงได้ 100 ประตูในฤดูกาลเดียว หากไม่สามารถคว้าแชมเปี้ยนส์ลีกหรือฟุตบอลโลกได้ โอกาสคว้าบัลลงดอร์ก็อาจไม่เพียงพอ
นั่นคือโจทย์ที่ยังค้างอยู่ เพราะเขาตกรอบรองชนะเลิศในทั้งสองรายการดังกล่าว
เคนยังคงเป็นหัวใจของเกมรุก
สิ่งหนึ่งที่น่ากังวลสำหรับสโมสรคือ บาเยิร์นยังไม่ได้เซ็นกองหน้าตัวสำรองที่มีระดับใกล้เคียงกับเคน หรือแม้แต่นักเตะที่จะมาเป็นตัวแทนในระยะยาว
ดังนั้นความสำเร็จของแนวรุกจึงยังขึ้นอยู่กับความฟิตและความสม่ำเสมอของกองหน้าทีมชาติอังกฤษเป็นอย่างมาก
ในวัย 33 ปี เคนยังมีผลงานในระดับสูงสุด แต่การต้องแบกรับเกมรุกตลอดฤดูกาลที่มีทั้งลีก บอลถ้วย และแชมเปี้ยนส์ลีกย่อมเป็นเรื่องที่ต้องบริหารให้ดี
หากเขาสามารถรักษามาตรฐานเดิมได้ บาเยิร์นย่อมมีโอกาสสูงที่จะประสบความสำเร็จอีกครั้ง
ไมเคิล โอลิเซ่ ก็เป็นอีกคนที่ขาดไม่ได้
อีกหนึ่งนักเตะที่มีความสำคัญอย่างมากต่อทีมคือไมเคิล โอลิเซ่ ปีกที่เกิดในลอนดอนแต่เลือกเล่นให้ทีมชาติฝรั่งเศส
ตลอดเวลาราวสองปีกับสโมสร เขามีส่วนร่วมกับประตูมากถึง 43 ลูก พร้อมทำอีก 46 แอสซิสต์
ในช่วงเวลาที่เคนเป็นศูนย์กลางของเกมรุก โอลิเซ่คือคนที่ช่วยเพิ่มความสร้างสรรค์และความหลากหลายให้กับแนวรุกจากพื้นที่ด้านข้าง
เขาจึงเป็นอีกหนึ่งนักเตะที่สามารถยกระดับทีมได้อย่างมาก และผลงานของเขาจะเกี่ยวข้องโดยตรงกับความหวังของทีมในฟุตบอลยุโรป
ตลาดซื้อขายของ บาเยิร์น มิวนิค มีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง?
สิ่งที่น่าสังเกตคือบาเยิร์นไม่ได้เลือกผ่าตัดทีมครั้งใหญ่ในช่วงซัมเมอร์นี้
หลังจากสองฤดูกาลที่ประสบความสำเร็จ สโมสรเลือกเสริมเพียงบางตำแหน่งที่จำเป็น และรักษาโครงสร้างหลักเอาไว้
หนึ่งในนักเตะใหม่คือ นาธาเนียล บราวน์ แบ็กซ้ายทีมชาติเยอรมนีที่ย้ายมาจากไอน์ทรัคท์ แฟรงก์เฟิร์ตด้วยค่าตัวที่คาดว่าอยู่ราว 47 ล้านปอนด์
แข้งวัย 23 ปีรายนี้สามารถเล่นริมเส้นในตำแหน่งสูงขึ้น และยังถูกทดลองในบทบาทหมายเลข 10 ในเกมเยอรมัน ซูเปอร์ คัพ ซึ่งเขายิงประตูได้ทันทีในนัดประเดิมสนาม
อีกหนึ่งการเสริมทีมที่สำคัญคือ อิสมาอิล ซาอิบารี นักเตะทีมชาติโมร็อกโกจากพีเอสวี โดยมีรายงานว่าค่าตัวอยู่ประมาณ 43 ล้านปอนด์
เขาเป็นนักเตะที่เล่นได้หลากหลายตำแหน่งทั้งแดนกลางและแนวรุก และยังมีประสบการณ์กับฟุตบอลโลกหลังทำได้ 3 ประตูในทัวร์นาเมนต์
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้มีแค่คนที่ย้ายเข้ามา
ตลาดซื้อขายของทีมยังมีนักเตะสำคัญที่ออกไปด้วย โดยลีออน โกเร็ตซ์ก้า และราฟาแอล เกร์เรโร่ ต่างหมดสัญญาและย้ายออกจากสโมสรแบบไม่มีค่าตัว
นิโกลาส แจ็คสัน ที่ยืมตัวมาจากเชลซีเมื่อฤดูกาลก่อน ก็กลับต้นสังกัดเดิมหลังหมดสัญญายืมตัว
อย่างไรก็ตาม โครงสร้างหลักของทีมยังคงแข็งแกร่งและไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เหมือนช่วงที่สโมสรต้องสร้างทีมใหม่
แนวคิดของผู้บริหารจึงดูเหมือนจะเป็นการปรับแต่งมากกว่าการรื้อใหม่ทั้งหมด
ปัญหาที่ต้องจับตา: จามาล มูเซียล่า
อีกหนึ่งเรื่องที่ทำให้ฤดูกาลนี้มีเครื่องหมายคำถามคือสถานการณ์ของ จามาล มูเซียล่า
กองกลางตัวรุกวัย 23 ปีเปิดเผยว่ากำลังได้รับการรักษาจากภาวะผิดปกติทางระบบประสาท หลังเกิดอาการหมดสติระหว่างเกมอุ่นเครื่องสองนัดในช่วงปรีซีซั่น
เจ้าตัวอธิบายว่าเป็นอาการชักแบบช่วงสั้น ๆ ซึ่งสามารถรักษาได้ และยืนยันว่าได้รับการดูแลทางการแพทย์อย่างดี
“ผมได้รับการรักษาทางการแพทย์ที่ยอดเยี่ยม และมองโลกในแง่ดีมาก สโมสร ครอบครัว และเพื่อน ๆ อยู่เคียงข้างผมเสมอ”
มูเซียล่าเป็นหนึ่งในนักเตะที่มีความสำคัญต่อเกมรุกของทีมอย่างมาก ดังนั้นสโมสรจำเป็นต้องบริหารสถานการณ์อย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะเมื่อการแข่งขันในฤดูกาลนี้จะมีทั้งจำนวนเกมและแรงกดดันที่สูง
เป้าหมายของกอมปานีในฤดูกาลนี้จึงซับซ้อนกว่าคำว่า “แชมป์”
หากมองเพียงจากมาตรฐานของสโมสร การคว้าแชมป์บุนเดสลีกายังคงเป็นสิ่งที่ต้องทำให้ได้
แต่ความสำเร็จที่แท้จริงของฤดูกาลนี้น่าจะวัดจากหลายปัจจัยพร้อมกัน
กอมปานีต้องรักษาความโดดเด่นในประเทศ ขณะเดียวกันก็ต้องทำให้ทีมแข่งขันกับสโมสรชั้นนำของยุโรปได้อย่างจริงจังมากขึ้น
เคนต้องรักษามาตรฐานการยิงประตู และอาจต้องเพิ่มถ้วยแชมเปี้ยนส์ลีกหรือความสำเร็จระดับทีมชาติลงในโปรไฟล์ หากหวังจะคว้าบัลลงดอร์
โอลิเซ่ต้องช่วยเพิ่มมิติในเกมรุก ขณะที่มูเซียล่าต้องมีเส้นทางกลับมาลงสนามอย่างปลอดภัย
และในภาพรวม สโมสรต้องทำให้ทีมยังคงมีความสดพอสำหรับการลุ้นทุกถ้วยจนถึงช่วงท้ายฤดูกาล

บาเยิร์น มิวนิค จะถือว่าประสบความสำเร็จเมื่อไหร่?
คำตอบอาจชัดเจนกว่าที่คิด
การคว้าแชมป์ลีกเป็นสิ่งที่คาดหวังอยู่แล้ว การคว้าแชมป์บอลถ้วยจะช่วยเติมเต็มความสำเร็จในประเทศ แต่สิ่งที่จะทำให้ฤดูกาลนี้ถูกมองว่าโดดเด่นจริง ๆ คือผลงานในแชมเปี้ยนส์ลีก
หลังจากพวกเขาไปถึงรอบรองชนะเลิศในฤดูกาลก่อน เป้าหมายที่เหมาะสมจึงควรเป็นการกลับไปอยู่ในกลุ่มทีมที่มีโอกาสคว้าแชมป์ยุโรปจนถึงช่วงท้ายรายการ
กอมปานีไม่จำเป็นต้องคว้าแชมป์แชมเปี้ยนส์ลีกเพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองประสบความสำเร็จ แต่เขาจำเป็นต้องแสดงให้เห็นว่าทีมกำลังเดินไปในทิศทางที่สามารถกลับไปแข่งขันเพื่อถ้วยใบใหญ่ที่สุดของยุโรปได้
ส่วนเคนก็มีภารกิจของตัวเองเช่นกัน เขาต้องการทำประตูต่อไป คว้าถ้วยให้มากขึ้น และอาจสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการคว้าบัลลงดอร์
เมื่อทุกอย่างมารวมกัน ฤดูกาลนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการรักษาอำนาจในเยอรมนี
มันคือการพิสูจน์ว่า บาเยิร์น มิวนิค ภายใต้กอมปานี สามารถสร้างทีมที่แข็งแกร่งพอจะกลับไปยืนอยู่แถวหน้าของยุโรปได้หรือไม่
บทสรุป: แชมป์ลีกคือมาตรฐานขั้นต่ำ ความสำเร็จจริงอยู่ที่ยุโรป
บาเยิร์นออกสตาร์ตฤดูกาลด้วยสถานะทีมเต็งของเยอรมนีแทบไม่มีข้อสงสัย และด้วยขุมกำลังที่มีเคนเป็นศูนย์หน้าตัวหลัก โอลิเซ่เป็นผู้สร้างสรรค์เกม และกอมปานีเป็นคนคุมทีม ความคาดหวังจึงสูงตามธรรมชาติ
การป้องกันแชมป์บุนเดสลีกาจะเป็นหน้าที่หลัก แต่ไม่น่าจะใช่เส้นชัยสุดท้าย
สิ่งที่แฟนบอลและผู้บริหารต้องการเห็นมากกว่านั้นคือทีมที่สามารถแข่งขันกับยอดทีมยุโรปได้อย่างสม่ำเสมอ และมีโอกาสไปถึงรอบลึกของแชมเปี้ยนส์ลีก
สำหรับเคน เป้าหมายก็ยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีก เพราะตอนนี้เขาไม่ได้ต้องพิสูจน์แล้วว่าเป็นหนึ่งในกองหน้าที่ดีที่สุดของยุโรป เขาต้องการเพิ่มแชมป์และอาจคว้ารางวัลส่วนตัวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของวงการฟุตบอล
ส่วนกอมปานีต้องรักษาสิ่งที่ดีที่สุดจากสองฤดูกาลที่ผ่านมาเอาไว้ พร้อมยกระดับทีมในช่วงเวลาที่ความกดดันสูงขึ้น
ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผน บาเยิร์นไม่ควรจบฤดูกาลด้วยคำถามว่า “คว้าแชมป์ลีกไหม?”
แต่คำถามควรเป็นว่า “หลังจากกวาดความสำเร็จในเยอรมนีแล้ว พวกเขาไปได้ไกลแค่ไหนในยุโรป?”
อ่านข่าวฟุตบอลเยอรมันเพิ่มเติม
ติดตามข่าว บาเยิร์น มิวนิค ข่าวฟุตบอลเยอรมัน และบทวิเคราะห์ฟุตบอลเพิ่มเติมได้ที่
ข่าวฟุตบอลและบทวิเคราะห์
อ่านข้อมูลฟุตบอลจากแหล่งข่าวภายนอกเพิ่มเติม:
ข่าวฟุตบอล

