ย้อนรอยนัดชิง UCL 2006: ค่ำคืนแห่งมนต์ขลังและน้ำตาของอาร์เซน่อล กับใบแดงที่ยังหลอกหลอน
BK8 – ‘ค่ำคืนแห่งมนต์ขลัง และ น้ำตาที่ปารีส’: ย้อนรอยนัดชิงแชมเปี้ยนส์ลีก 2006 บาดแผลที่ยังคงหลอกหลอนอาร์เซน่อล – แทงบอล
“ถ้าตอนนั้นเรามี VAR เราคงต้องรอเช็กกันเป็นครึ่งชั่วโมงแน่ๆ” เฮนริค ลาร์สสัน อดีตกองหน้าบาร์เซโลน่า ให้สัมภาษณ์กับ The Athletic
แน่นอนว่าในค่ำคืนนั้นที่กรุงปารีส อาร์เซน่อลยินดีที่จะรอทั้งคืน หากมันจะช่วยเปลี่ยนใจผู้ตัดสินชาวนอร์เวย์ เตร์เย่ เฮาเก้ ให้ยกเลิก “ใบแดง” ของ เยนส์ เลห์มันน์ ในนาทีที่ 18 ของศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก นัดชิงชนะเลิศ ปี 2006 ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้พวกเขาพ่ายต่อ บาร์เซโลน่า 2-1
จุดพลิกผันตั้งแต่หัววัน แม้อาร์เซน่อลจะออกสตาร์ทได้เหนือกว่า แต่จังหวะแทงทะลุช่องของ โรนัลดินโญ่ ให้ ซามูเอล เอโต้ หลุดเดี่ยว ทำให้เลห์มันน์ต้องพุ่งออกมาสกัดจนเสียฟาวล์ แม้ ลูโดวิช ชูลี่ จะตามมาซ้ำเข้าประตูไปแล้ว แต่ผู้ตัดสินเลือกที่จะไม่ให้เป็นลูกได้เปรียบ กลับเป่าเป็นลูกฟาวล์และแจกใบแดงไล่เลห์มันน์ออกจากสนาม
“ใครจะรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นถ้าเราเหลือ 11 คนเท่ากัน” แอชลี่ย์ โคล รำลึกความหลัง “ผมเสียใจแทนเยนส์ที่โดนไล่ออก และโรแบร์ ปิแรส ที่ต้องถูกเปลี่ยนตัวออกเพื่อสังเวยแท็กติก คุณไม่เคยอยากให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นในนัดชิงหรอก”
หัวใจนักสู้ของทัพปืนใหญ่ แม้จะเสียเปรียบตัวผู้เล่น แต่ทัพปืนใหญ่ก็สู้ยิบตา และมาได้ประตูขึ้นนำในนาทีที่ 37 จากลูกโหม่งของ โซล แคมป์เบลล์ ปราการหลังจอมเก๋าที่ก่อนหน้านี้แทบจะหมดอนาคตกับทีมไปแล้ว
แคมป์เบลล์เล่าว่า อาร์แซน เวนเกอร์ มีกฎเหล็กว่านักเตะที่อายุเกิน 31 ปีจะไม่อยู่ในแผนการทำทีม และถ้าไม่ใช่เพราะ ฟิลิปป์ เซนเดอรอส บาดเจ็บ เขาคงไม่มีโอกาสได้ลงสนามในนัดชิง “มันเหมือนเทพนิยายเลยครับ การได้มาเล่นนัดชิงแชมเปี้ยนส์ลีกและทำประตูได้ มันเป็นเรื่องที่งดงามมาก”
การแก้เกมของ ไรจ์การ์ด และ ‘เวทมนตร์’ ของ ลาร์สสัน ครึ่งหลัง อาร์เซน่อลมีโอกาสฝังบาร์เซโลน่าหลายครั้ง โดยเฉพาะลูกหลุดเดี่ยวของ เธียร์รี่ อองรี แต่กลับยิงไปติดเซฟ บิคตอร์ บัลเดส อย่างน่าเสียดาย
แฟรงค์ ไรจ์การ์ด กุนซือบาร์ซ่า ตัดสินใจส่ง เฮนริค ลาร์สสัน ลงมาเป็นหน้าเป้าในนาทีที่ 61 แล้วขยับ เอโต้ ไปเล่นปีกซ้าย และการตัดสินใจนั้นก็เปลี่ยนเกมไปตลอดกาล
นาทีที่ 76 ลาร์สสันวิ่งทำทางดึงแนวรับอาร์เซน่อล ก่อนจะแปะบอลจังหวะเดียวให้ เอโต้ หลุดเข้าไปยิงตีเสมอ และเพียงไม่กี่นาทีต่อมา ลาร์สสันคนเดิมก็แผลงฤทธิ์อีกครั้ง ด้วยการจ่ายบอลทะลุช่องแบบเหนือชั้นให้ จูเลียโน่ เบลเล็ตติ สอดขึ้นมายิงยัดมุมแคบแฉลบมานูเอล อัลมูเนีย เข้าประตูไป กลายเป็นประตูชัยที่ดับฝันอาร์เซน่อล
“ความเร็วของผมในระยะ 30-40 เมตรอาจจะหายไปแล้ว แต่ในระยะ 15 เมตรแรกมันยังอยู่” ลาร์สสันกล่าวอย่างถ่อมตัว “ถ้าคุณอ่านเกมขาด คุณจะรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น และนั่นทำให้คุณได้เปรียบ”
บทส่งท้ายที่ปวดร้าว สำหรับนักเตะอาร์เซน่อลหลายคนในชุดนั้น นัดชิงที่ปารีสคือโอกาสสุดท้ายในเวทียุโรป ทีมชุด “ไร้พ่าย” เริ่มแตกสลาย ปาทริค วิเอร่า ย้ายออกไปก่อนหน้านี้ ส่วน ปิแรส, เดนนิส เบิร์กแคมป์, โซล แคมป์เบลล์, แอชลี่ย์ โคล และ โลเรน ก็ทยอยอำลาทีมในเวลาต่อมา
การย้ายสนามไปที่ เอมิเรตส์ สเตเดียม ทำให้ทีมต้องรัดเข็มขัดทางการเงิน นำไปสู่ช่วงเวลาอันยากลำบากที่อาร์เซน่อลไม่สามารถคว้าแชมป์ใดๆ ได้เลยระหว่างปี 2005 ถึง 2014 พวกเขาต้องใช้เวลาถึง 22 ปีในการทวงคืนแชมป์พรีเมียร์ลีก และใช้เวลาถึงสองทศวรรษในการกลับมาสู่นัดชิงแชมเปี้ยนส์ลีกอีกครั้ง
เยนส์ เลห์มันน์ ฝากข้อความถึง ดาบิด ราย่า นายทวารรุ่นน้องสำหรับนัดชิงในปีนี้อย่างจับใจว่า “ได้โปรด ทำเพื่อพวกเราด้วย ลงเล่นให้ครบ 90 นาที… อย่าโดนไล่ออก! เราพลาดมันไปเมื่อ 20 ปีก่อน ถ้าคุณคว้าแชมป์ได้ตอนนี้ คุณจะได้มอบสิ่งที่พวกเราไม่สามารถให้แฟนบอลได้ เพราะผมทำพลาด… ดังนั้น สำหรับพวกเรา มันจะมีความหมายมากจริงๆ”
